วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ดีใจเล็กๆ
.....จากที่เคยผิดหวัง.....แต่วันนี้ยิ้มได้ อืม set ช่วงนี้กำลังเขียว ก็เลยพลอยได้รับอานิสงฆ์ผลบุญไปด้วย
ก็เพราะความผิดหวัง ก็เลยหันกลับมายึดแนวทางเดิม เล่นรอบ รอดูจังหวะ ถึงจะได้น้อย แต่ไม่ขาดทุน เพราะเราทุนน้อย
.....จากที่เริ่มลงทุนตอนแรกที่ 500 บาท (..เชื่อไหม..) และก็เพิ่มทุนเข้าไปอีก เป็น 5000 บาท ถึงตอนนี้ก็
หลักหมื่น (..ขออภัยไม่เปิดเผยตัวเลข เดี๋ยวตกใจ..) แต่ก็ใช้เวลานานพอสมควรประมาณ 3 ปี ซึ่งไม่เคยเพิ่มทุนเข้าไปอีก (..ไม่มีตังค์..)
.....นับจากวันนั้นถึงวันนี้ แนวทางที่ถูกต้อง สำหรับตัวเอง เล่นรอบ รอดูจังหวะ รอปันผล......
ปล. จบแค่นี้ก่อนแฮะๆๆๆ ดีใจ set เขียว.....
ก็เพราะความผิดหวัง ก็เลยหันกลับมายึดแนวทางเดิม เล่นรอบ รอดูจังหวะ ถึงจะได้น้อย แต่ไม่ขาดทุน เพราะเราทุนน้อย
.....จากที่เริ่มลงทุนตอนแรกที่ 500 บาท (..เชื่อไหม..) และก็เพิ่มทุนเข้าไปอีก เป็น 5000 บาท ถึงตอนนี้ก็
หลักหมื่น (..ขออภัยไม่เปิดเผยตัวเลข เดี๋ยวตกใจ..) แต่ก็ใช้เวลานานพอสมควรประมาณ 3 ปี ซึ่งไม่เคยเพิ่มทุนเข้าไปอีก (..ไม่มีตังค์..)
.....นับจากวันนั้นถึงวันนี้ แนวทางที่ถูกต้อง สำหรับตัวเอง เล่นรอบ รอดูจังหวะ รอปันผล......
ปล. จบแค่นี้ก่อนแฮะๆๆๆ ดีใจ set เขียว.....
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ผิดหวังเล็กๆ
ผิดหวังจริงๆ วันนี้
หลังจากที่ ได้อ่านบทความของคุณหมอ รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้จำไม่ได้
พยายามคิดตาม ตีโจทย์ให้แตก !!!!! แต่แล้ว ก็ยังขาดทุน !!!!!!
คงต้องมา นั่งมองตัวเองใหม่ ว่าจะต้องทำยังไงให้ได้ กำไรมากที่สุด
ในการเล่นหุ้น
จากที่สังเกตุวิธีการเล่น ถ้าเล่นเก็งกำไรรายวัน วันไหนวันนั้น !!! ขาดทุน...
แต่ถ้าเล่นรอบ รอจังหวะไม่ใจร้อน อืม... อันนี้ได้กำไร
แต่ก็วันนี้ได้ประสบการณ์ไปอีกวัน อย่าไปเชื่อนักวิเคราะห์มากไป
เราต้องเชื่อในการตัดสินใจของเรา ซึ่งจะมาจากฐานข้อมูลของเราที่ศึกษาค้นขว้ามา
ตั้งปณิธานไว้ในใจ ....ขอแค่ครึ่งหนึ่งของคุณหมอก็พอ....
ปล. ขอบคุณสำหรับผู้ติดตาม ครับ
หลังจากที่ ได้อ่านบทความของคุณหมอ รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้จำไม่ได้
พยายามคิดตาม ตีโจทย์ให้แตก !!!!! แต่แล้ว ก็ยังขาดทุน !!!!!!
คงต้องมา นั่งมองตัวเองใหม่ ว่าจะต้องทำยังไงให้ได้ กำไรมากที่สุด
ในการเล่นหุ้น
จากที่สังเกตุวิธีการเล่น ถ้าเล่นเก็งกำไรรายวัน วันไหนวันนั้น !!! ขาดทุน...
แต่ถ้าเล่นรอบ รอจังหวะไม่ใจร้อน อืม... อันนี้ได้กำไร
แต่ก็วันนี้ได้ประสบการณ์ไปอีกวัน อย่าไปเชื่อนักวิเคราะห์มากไป
เราต้องเชื่อในการตัดสินใจของเรา ซึ่งจะมาจากฐานข้อมูลของเราที่ศึกษาค้นขว้ามา
ตั้งปณิธานไว้ในใจ ....ขอแค่ครึ่งหนึ่งของคุณหมอก็พอ....
ปล. ขอบคุณสำหรับผู้ติดตาม ครับ
วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
เถ้าแก่น้อย จากเด็กบ้าเกมสู่บิ็กเสี่ย
“เถ้าแก่น้อย” จากเด็กบ้าเกม สู่ บิ๊กเสี่ย !!
***ได้ดีเพราะติดเกม ***
ปัจจุบัน อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ วัย 23 ปี ดำรงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์ มาร์เกตติ้ง จำกัด ทว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ระดับมัธยมปลาย อิทธิพัทธ์เป็นเพียงวัยรุ่นทั่วไปคนหนึ่ง ซึ่งติดเล่นเกมออนไลน์แบบงอมแงม เหมือนๆ กันเด็กวัยรุ่นไทยอีกครึ่งประเทศ
ทว่า จุดสำคัญเขาสามารถนำสิ่งที่ผู้ใหญ่อาจมองว่าไร้ประโยชน์มาเปลี่ยนแปลงเป็นรายได้ และเมื่อบวกกับแรงบันดาลใจที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ปฐมบทแห่ง “เถ้าแก่น้อย” จึงเกิดขึ้น “ผมเริ่มธุรกิจเมื่ออายุเพียง 18 ปี ก่อนหน้านี้ผมก็ขอเงินพ่อแม่เหมือนกับเด็กทั่วไป และติดเกมออนไลน์ Everquest อย่างหนัก เล่นทั้งวันทั้งคืน แข่งกับชาวต่างชาติ
ผมเริ่มเล่นตั้งแต่เรียน ม.4 ถึงขนาดสะสมแต้ม จนรวยที่สุดในเซอร์เวอร์ ทำให้ชื่อตัวละคนของผมเป็นที่รู้จักในเซอร์เวอร์ จนมีฝรั่งมาขอซื้อของสะสม และแต้มสะสม ชื่อของผม ก็เลยลองขาย ปรากฏว่า หลังจากนั้น ก็มีเงินโอนเข้ามาจริงๆ”
อิทธิพัทธ์ เล่าถึงเงินก้อนแห่งที่หาได้ด้วยตัวเอง เขาสร้างรายได้จากการขายแต้มสะสมเกมออนไลน์ให้ผู้เล่นเกมในเซอร์เวอร์นานกว่า 2 ปี จนมีเงินเก็บหลักแสนบาท กระทั่ง จบระดับมัธยม และเข้าเรียนต่อปี 1 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เริ่มก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มตัว ตามความฝันที่อยากมีธุรกิจของตัวเองมานานแล้ว
“หลังเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงจังหวะที่เกมออนไลน์เริ่มเสื่อมความนิยมลง ผมคิดอยากหารายได้จากช่องทางอื่น เคยลองจับทั้งขายเครื่องวีซีดี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก ก็พยายามหาธุรกิจจะทำไปเรื่อยๆ เคยไปดูทำเลหน้า ม.หอการค้าไทย กะจะเปิดร้านขายกาแฟหน้ามหาวิทยาลัย” “กระทั่ง ผมไปเดินงานแฟร์ช่องทางธุรกิจที่เมืองทองธานี เจอแฟรนไชส์เกาลัดจากประเทศญี่ปุ่นมาออกบูท ก็สนใจมาก เพราะแฟรนไชส์ของเขามีเครื่องคั่วเกาลัดแบบทันสมัย ผมก็เกิดความสนใจ เพราะส่วนตัวชอบกินเกาลัดอยู่แล้ว แต่ว่า ค่าแฟรนไชส์ราคาสูงมากเป็นล้านบาท ผมไม่มีเงินมากขนาดนัก เลยติดต่อกับเจ้าของแฟรนไชส์ว่า ผมจะขอเช่าตู้คั่วเกาลัด แล้วมาสร้างแฟรนไชส์ของตัวเอง” เจ้าของธุรกิจ เล่าให้ฟัง
***สร้างแบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” ***
ทุกย่างก้าวนับแต่อิทธิพัทธ์ เริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง จะอยู่ภายใต้การรับรู้ของสมาชิกครอบครัวทุกคน ผ่านการบอกเล่าและสอบถามความเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะพ่อของเขา ที่จะเฝ้ามองลูกชายอย่างชื่นชม และพร้อมเป็นป๋าดันเต็มตัว
“หลังเช่าตู้ได้แล้ว เช้าวันที่ผมจะไปเซ็นสัญญาเช่าที่ขายเกาลัดหน้าห้างฯ แห่งหนึ่ง ก่อนเดินทางออกจากบ้าน เจอพ่อผมกำลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่ เล่าถึงเรื่องผมจะไปทำธุรกิจ แล้วหันมาพูดแซวผมให้เพื่อนฟังว่า ‘ลูกอั่วกำลังไปเป็นเถ้าแก่น้อยแล้ว’ ผมก็ได้หัวเราะตอบ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรมาก จนเมื่อไปถึงห้างฯ ต้องกรอกใบสมัคร ซึ่งให้ระบุถึงชื่อร้านหรือแบรนด์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมยังไม่มีชื่อในใจเลย แต่คิดถึง คำพูดพ่อที่แซวผม เลยเป็นที่มาของชื่อ “เถ้าแก่น้อย” มาจนถึงปัจจุบัน”
อิทธิพัทธ์ เผยที่มาของแบรนด์ อิทธิพันธ์ ใช้เวลาเพียงปีเศษ ขยายสาขาแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อย จากหนึ่งเป็น 30 กว่าสาขา และเนื่องจากเห็นโอกาสว่า เมื่อมีหน้าร้านหลายแห่งแล้ว ทำไมต้องจำกัดตัวเองแค่ขายเกาลัดอย่างเดียว จึงลองนำเข้าสินค้าต่างๆ มาขายพ่วงที่หน้าร้านแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อยด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกท้อ ลำไยอบแห้ง และสาหร่าย ฯลฯ
ผลปรากฏว่า ในร้านฯ สินค้าที่ขายดีที่สุด คือ สาหร่ายทอด ยอดขายเหนือกว่าเกาลัดเสียอีก เป็นแรงบันดาลใจ อยากจะต่อยอดธุรกิจขายสาหร่ายอย่างจริงจัง “หลังจากเห็นว่า ยอดขายสาหร่ายมันดีจริงๆ ผมก็เริ่มศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสาหร่าย ผมอยากขยายตลาดธุรกิจสาหร่ายไปตามร้านค้าต่างๆ เริ่มแบบง่ายๆ โดยบรรจุซองพลาสติกไปฝากร้านค้าต่างๆ ให้ลองขาย
แต่พอทำจริง มีอุปสรรค อายุสินค้าสั้น และรูปลักษณ์ไม่สวย ทำให้ไม่สามารถเปิดตลาดได้ มีของคืนจำนวนมาก เพราะสาหร่ายเก็บไว้ได้ไม่นาน ผมก็พยายามคิดค้นหาทางแก้ โดยถามผู้รู้ จนวันหนึ่งเข้าร้าน 7-11 ผมเริ่มสนใจตลาดในร้านสะดวกซื้อ คิดว่าถ้าสินค้าเราเก็บไว้ได้นานกว่านี้ มีรูปลักษณ์ที่ดึงดูดใจ วางขายในร้าน 7-11 ตลาดน่าจะขยายตามไปด้วย ดีกว่าผมต้องวิ่งไปส่งด้วยตัวเอง”
เพื่อจะให้สาหร่ายเถ้าแก่น้อยเข้าขายในร้าน 7-11 อิทธิพัทธ์เริ่มจากนำสาหร่ายแพคซองพลาสติกง่ายๆ ไปฝากไว้ที่ฝ่ายคัดสรรสินค้าเข้าจำหน่าย ทว่า ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูแสนธรรมดา จึงไม่ได้รับการเหลียวแลแม้แต่น้อย เมื่อไร้การติดต่อกลับเป็นเวลานาน เจ้าตัวร้อนใจถึงขั้นต้องโทร.ไปตามตื้อ และสอบถามสาเหตุที่สินค้าไม่ได้รับความสนใจ
เจ้าหน้าที่ชี้แจงกลับมาว่า สินค้าคุณไม่สวย ไม่เหมาะกับ 7-11 เจออย่างนี้ เขาเลยกลับมานั่งคิดทบทวนใหม่ว่า ทำอย่างไรให้สาหร่ายเถ้าแก่น้อยมีสไตล์เป็นของตัวเอง และถูกใจคนทั่วไป “ตอนที่กลับมาคิดว่า เราต้องสร้างสไตล์ของตัวเอง ผมมองว่ากระแสญี่ปุ่น เกาหลี กำลังมาแรง คนไทยหันมายึดเทรนด์นี้กันหมด ดังนั้น การออกแบบ ผมเน้นให้ออกมาในสไตล์ของญี่ปุ่นแท้ๆ ดูน่ารัก มีความสุข และสามารถจดจำได้ทันทีเมื่อเห็นครั้งแรก” “ด้านสีสันก็ให้สดใส มีโลโก้ที่สะดุดตา จำง่าย นอกจากนั้น พยายามชูธงเป็นของกินเล่นที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีแคลอรี่ต่ำ เหมาะกับกระแสรักสุขภาพ รวมถึง เพิ่มรสชาติให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรสเผ็ด รสซีฟู้ด เป็นต้น”
เมื่อปรับปรุงสินค้าแล้ว อิทธิพัทธ์นำกลับไปเสนออีกครั้ง ผลที่ได้ หลังกลับมาบ้าน มีโทรศัพท์ติดต่อกลับมาทันที พร้อมกับคำถามว่า ภายใน 3 เดือนคุณพร้อมจะวางขายสินค้านี้ในร้าน 7-11 จำนวน 3,000 สาขาทั่วประเทศ หรือไม่ “ตอนนั้น ผมคิดในหัวเลยว่า 3,000 สาขา เราต้องทอดสาหร่ายสักกี่แผ่น ใช้คนทอดกี่คน จะทำทันไหมฯลฯ” ระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที คำถามสารพัดวิ่งเข้ามาหัวเต็มไปหมด แทนที่จะปล่อยให้คำถามเป็นด่านขวางกัน กลับเลือกจะสลัดความกลัวต่างๆ ทิ้งไปแล้วตอบกลับว่า “พร้อมครับ แต่หลังจากวางสาย สิ่งที่มันวิ่งเข้ามาในหัวผม มันเยอะมาก ผมคิดถึงการสร้างโรงงาน เงินทุน แหล่งวัตถุดิบ นำเข้าเครื่องจักร ฯลฯ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก”
*** ทิ้งแฟรนไชส์ คว้าโอกาสใหม่***
ในวัยเพียง 20 ปี กับภาระต้องผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อส่งเข้าขายในร้านสะดวกซื้อชื่อดัง มากกว่า 3,000 สาขา ถือเป็นภาระที่หนักแสนสาหัส โดยเฉพาะการหาทุนสร้างโรงงาน ดังนั้น อิทธิพัทธ์ได้ลองยื่นแผนธุรกิจ เพื่อขอกู้เงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง ทว่า ผลที่ได้ คือ การปฏิเสธ เหตุผลสำคัญ เพราะผู้ยื่นกู้มีอายุเพียง 20 ปี
ซึ่งอิทธิพัทธ์ชี้ว่า เป็นความบกพร่องของระบบสถาบันการเงินที่มองเพียงแค่ปัจจัยปลีกย่อย ไม่ยอมพิจารณาถึงแผนธุรกิจ ตลอดจนโอกาส และความมุ่งมั่นของเขา เมื่อกู้เงินไม่สำเร็จ เป็นที่มาของการตัดสินใจขายแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อยทิ้งทั้งหมด ซึ่งเวลานั้น มีจำนวนกว่า 30 สาขา สร้างรายได้รวมให้เดือนละล้านกว่าบาท เพื่อมาเป็นทุนสร้างโรงงานผลิตสาหร่ายทอด
“ตอนตัดสินใจขายแฟรนไชส์เกาลัดทิ้ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถ้ายิ่งเป็นคนที่เคยปลุกปั้นธุรกิจมากับมือจะรู้ความรู้สึกของผมดี ว่า การขายทิ้งไม่ใช่เรื่องง่าย” “ความรู้สึกของผมเหมือนกับเรามีรถดีๆ สักคันขับอยู่แล้ว แต่กำลังอยากได้รถคันใหม่ แต่ไม่รู้หรอกว่า รถคันใหม่จะดีหรือเปล่า และช่วงที่ขายรถคันเก่าออกไป ต้องยอมนั่งรถเมล์ไปก่อน” อิทธิพัทธ์ ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนั้น คือ จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตธุรกิจ เดิมพันระหว่างโอกาสแห่งความสำเร็จในอนาคต กับทุกอย่างที่สร้างมาต้องสูญไปหมด
“สำหรับ SMEs แล้ว ผมเชื่อว่าการกล้าตัดสินใจมีส่วนสำคัญให้ก้าวสู่ความสำเร็จ เหมือนกับคำที่ว่า ความเสี่ยงที่สุดในการทำธุรกิจ คือ คุณไม่คิดจะเสี่ยงทำอะไรเลย” “การเสี่ยงครั้งแรกของผม คือ ตัดสินใจลาออกจากปี1 ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัว เพราะตอนนั้น แฟรนไชส์เกาลัด เริ่มมีสาขามาก ผมต้องทำเองทุกขั้นตอน แทบไม่มีเวลาเรียน จนผมต้องชั่งใจระหว่างจะเรียนต่อ หรือมาลุยธุรกิจเต็มตัว ซึ่งผมกลับมาดูตัวเอง ผมชอบทำธุรกิจ มีความสุขที่จะทำไปเรื่อยๆ ชอบเห็นคนมาซื้อสินค้าของผม เลยตัดสินใจดร็อบเรียน มาลุยทำธุรกิจเต็มตัว”
“ส่วนการเสี่ยงครั้งที่สอง คือ ตัดสินใจขายแฟรนไชส์ แล้วหันมาจับตลาดสาหร่ายทอดแทน โดยตอนนั้น ผมเชื่อว่า กระแสญี่ปุ่นในไทยจะต้องแรง เพราะดูการแต่งตัว อาหาร ดาราต่างๆ คนไทยนิยมสไตล์ญี่ปุ่นหมด” เงินที่ได้จากการขายแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อยหลักล้านบาท ถูกแปลงมาสร้างเป็นโรงงานผลิตสาหร่ายทอดอย่างเร่งด่วน ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ส่วนการผลิตสินค้าต้องเร่งรีบเช่นกัน อิทธิพัทธ์ เล่าว่า เขาพร้อมสมาชิกในครอบครัวทุกคน รวมถึง คนงานอีกแค่ 6-7 คน ทำงานกันอย่างหนัก โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงกำหนดส่งสินค้าแทบไม่ได้หลับนอน กระทั่ง 6 โมงเช้า ของวันกำหนดส่งสินค้า เขาขับรถที่ด้านหลังบรรทุกสาหร่ายเถ้าแก่น้อยเต็มคัน ส่งเข้าศูนย์จำหน่ายสินค้าของ 7-11 ได้สำเร็จ
***ดันแบรนด์ผู้นำสแน็คสาหร่าย ***
ทั้งนี้ หลังจากได้เข้าขายในร้านสะดวกซื้อเจ้าดัง สาหร่ายเถ้าแก่น้อย มียอดขายเติบโตด้วยดีสม่ำเสมอ รวมถึง มีการขยายประเภทสินค้าให้ตอบสนองลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ห่อละ 5 บาท ถึง 60 บาท เหมาะสำหรับเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ครอบครัว เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย “ในระยะแรก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า กลุ่มผู้บริโภคที่แท้จริงของผมคือใคร
ทำให้ต้องเลือกทำตลาดกับทุกคน ซึ่งถือว่า ผมโชคดีที่สินค้าสามารถเจาะตลาดได้กว้าง แต่สำหรับการทำธุรกิจในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ผมคิดว่า ควรจะมองการตลาดในแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อจะวางแผนการตลาดทั้งหมดไปในทิศทางถูกต้อง” สำหรับการสร้างแบรนด์นั้น อิทธิพัทธ์ ระบุว่า ต้องการให้เถ้าแก่น้อยเป็นที่จดจำในฐานะผู้นำสาหร่ายกินเล่น ทั้งด้านเจ้าตลาด และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสินค้าชนิดนี้จริงๆ
“หลังจากที่ทำธุรกิจสาหร่ายได้สักระยะหนึ่ง ผมเคยมีความคิดจะขยายไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้แบรนด์นี้ แต่กลับมานึกว่า จะทำให้แบรนด์กลายเป็นเลอะเทอะ จนคนไม่รู้ว่า เถ้าแก่น้อย คืออะไรกันแน่ ในที่สุดผมเลือกจะโฟกัสที่สาหร่ายอย่างเดียว ให้คนทั่วไปจดจำเราในฐานะเป็นตัวแทนของสาหร่ายกินเล่น ไม่ว่าคุณจะกินยี่ห้อไหนก็ตาม ชื่อของเถ้าแก่น้อยก็จะเข้าใจว่าเป็นตัวแทนของสาหร่ายกินเล่นเลย
เหมือนเวลาเราไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็จะบอกว่าไปซื้อ “มาม่า” แต่ที่จริงเราจะไปซื้อยี่ห้อ “ไวไว” หรือไปซื้อผงซักฟอง ก็บอกว่าซื้อ “แฟ๊บ” ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะซื้อยี่ห้อ “บรีส” เป็นต้น” ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารภายในองค์กร หรือนำเสนอภาพลักษณ์ต่อมวลชนภายนอก แบรนด์เถ้าแก่น้อย พยายามตอกย้ำแนวคิดเป็นผู้นำ และผู้เชี่ยวชาญด้านสแน็คสาหร่ายเสมอ
“ผมเริ่มจากปรับความคิดของคนในองค์กรว่า เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่าย ซึ่งผมต้องเริ่มจากปรับทัศนคติในองค์กรก่อน ถ้าภายในเรายังปรับไม่ได้ เราจะไปปรับทัศนคติภายนอกได้อย่างไร” “จากนั้น ผมสร้างแบรนด์ โดยโฆษณาโทรทัศน์ โดยใช้ “ครูคริส” (คริสโตเฟอร์ ไรท์ : ครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง) โดยชูคอนเซ็ปท์ว่า “ seaweed is สาหร่าย เถ้าแก่น้อย” เพราะหลายคนไม่รู้ว่าคำว่า “seaweed” แปลว่า “สาหร่าย” การนำครูคริส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของครูสอนภาษาอังกฤษมาตอกย่ำ สอนคำนี้ แล้วพ่วงคำว่า เถ้าแก่น้อยลงไปด้วย
ช่วยตอกย่ำว่า เถ้าแก่น้อยก็คือ ขนมสาหร่าย และขนมสาหร่าย ก็คือ เถ้าแก่น้อย” “นอกจากนั้น เราทำกิจกรรมร่วมกับรายการโทรทัศน์ต่างๆ เช่น รายการกบนอกกะลา ถ่ายทำวิธีการผลิตสาหร่ายที่มาจากต่างประเทศ และการผลิตในโรงงานเรา เพราะผมเชื่อว่า การทำธุรกิจในปัจจุบัน จำเป็นต้องเปิดเผยกระบวนการผลิต วิธีการ และให้ทุกคนมีความรู้ในสิ่งที่เราทำว่า มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการปลูกฝังว่า แบรนด์เถ้าแก่น้อย คือผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายจริงๆ”
*** “เถ้าแก่น้อย” โกอินเตอร์ ***
ไม่เพียงตลาดในประเทศเท่านั้น หลังจากประสบความสำเร็จมาได้ประมาณ 2 ปี แบรนด์ไทยรายนี้ ก้าวต่อไปสู่ตลาดต่างประเทศ “เมื่อมีความพร้อม ผมเริ่มไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มต้นที่ฮ่องกง และสิงคโปร์ ผมเชื่อว่า ตลาดสองชาตินี้ แม้จะมีปริมาณคนน้อย แต่มีศักยภาพซื้อสูงมาก ซึ่งสาเหตุที่ผมสนใจส่งออก เพราะมีเทรนด์เดอร์ นำสินค้าของผมไปขายที่สิงคโปร์ ผมก็เลยบินตามไปดู พบว่า สินค้าเถ้าแก่น้อยขายในร้านขายของชำทั่วไปในสิงคโปร์ ทำให้ผมคิดว่า สินค้ามันน่าจะขยายได้กว้าง ในห้างสรรพสินค้าของเขาก็น่าจะขายได้เช่นกัน”
แผนการเปิดตลาดต่างประเทศนั้น แทนที่จะเลือกใช้วิธีทั่วไปแบบมาตรฐาน คือออกงานแฟร์เกี่ยวกับอาหาร รอให้ลูกค้ามาติดต่อ แล้วสั่งสินค้าไปจำหน่าย อิทธิพัทธ์กลับเลือกจะทำตลาดเชิงรุก นำเสนอสินค้าด้วยตัวเองโดยตรง ผ่านทางอีเมลล์ “ผมอยากจะขายสินค้าตามห้างในสิงคโปร์ โดยไม่ต้องผ่านเทรนด์เดอร์ ซึ่งปกติเวลาไปออกบูทขายสินค้า เหมือนรอให้ลูกค้า เข้ามาหาเรา รอให้เขาเป็นฝ่ายเลือกเรา ผมก็เปลี่ยนแผนการตลาด เป็นฝ่ายเข้าไปหาลูกค้าเสียเอง ซึ่งผมไปดูตามชั้นวางสินค้าขนมในห้าง แล้วดูว่า มาจากประเทศใดบ้าง นำเข้าจากบริษัทใด ใครเป็นผู้จัดจำหน่าย หรือเป็นผู้นำเข้า แล้วก็จดเบอร์ติดต่อ จากนั้น ก็ส่งอีเมล์ไปหา แนะนำสินค้า ไม่ต้องรอให้เขามาหาเอง ซึ่งได้ผลมาก ทำให้ผมได้เจอลูกค้าจริงๆ ซึ่งผมก็บอกเขาว่า ผมอยากจะนำสินค้าเข้ามาขายจริงๆ จนเขายอมนำสินค้าไปวางขาย ปัจจุบัน เถ้าแก่น้อยส่งออกไปหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวั่น อินโดนีเซีย เป็นต้น”
*** ต่อยอดขยายแบรนด์ “CURVE” ***
สำหรับยอดขายของ “เถ้าแก่น้อย” นับวันจะยิ่งทะยานสูง ยืนอยู่แถวหน้าของตลาดสแน็คประเภทสาหร่ายทอด เมื่อปีที่แล้ว ยอดขายกว่า 500 ล้านบาท ปีนี้ (2551) ตั้งเป้า 750 ล้านบาท
ไม่เท่านั้น อิทธิพัทธ์ ยังแตกแบรนด์ใหม่ “CURVE” ขยายฐานการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่ออุดทุกช่องว่างในตลาดของผลิตภัณฑ์สาหร่าย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา “ผมเป็นคนมีเพื่อนผู้หญิงเยอะ และเพื่อนๆ มักชอบถามว่า กินเถ้าแก่น้อยแล้วอ้วนไหม ทั้งๆ ที่ตัวสาหร่ายมันมีแคลอรี่ต่ำอยู่แล้ว ทำไมสาวๆ ยังกังวลกันอีก ก็เลยคิดว่าหันมาจับตรงนี้เต็มตัวเลยดีกว่า
ซึ่งนั่นก็คือที่มาของ CURVE” และยังเป็นที่มาของ “แคลอรี่น้อย...อร่อยได้เต็มที่” คำจำกัดความที่อิทธิพัทธ์คิดขึ้นเพื่อใช้โปรโมท แบรนด์ใหม่ “CURVE” โดยมุ่งจับกลุ่มผู้หญิงวัย 18-30 ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ “จุดเด่นสำคัญของ CURVE อยู่ตรงที่ใช้สาหร่ายเกรด A พันธุ์พรีเมี่ยม AJINSUKE NORI นำมาผ่านกระบวนการพิเศษ ทำให้มีเนื้อบางละลายในปากได้ สาหร่ายพันธุ์นี้ ให้พลังงานต่ำกว่า 15 กิโลแคลอรี่ และมีเส้นใยอาหารที่ช่วยดูแลระบบขับถ่าย
ที่สำคัญยังเน้นที่รสชาติความอร่อยเป็นหลัก ผิดกับอาหารว่างเพื่อสุขภาพชนิดอื่นๆ” ช่องทางการตลาดของ CURVE เป็นช่องทางเดียวกับ “เถ้าแก่น้อย” คือในโมเดิร์นเทรด เช่น โลตัส, บิ๊กซี, ท็อปส์, เซเว่นฯ แต่จะเพิ่มช่องทางตามร้านเพอร์ซันนัลแคร์ สำหรับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง เช่น ร้านวัตสัน, บูธส์, ร้านขายยาที่ดูมีเกรด รวมทั้งตามโรงภาพยนตร์ชั้นนำ Major, EGV และ SF Cinema “เป้าหมายของ CURVE คิดว่าปีนี้ซึ่งเป็นปีแรก น่าจะได้สัก 50 ล้าน โดยยกลยุทธ์ราคาจะตั้งสูงกว่าเถ้าแก่น้อยนิดหน่อย” เมื่อรวมกับ “เถ้าแก่น้อย” ที่ตั้งเป้าไว้ 750 ล้านบาท ถ้าทำได้ ปีนี้ก็แตะ 800 ล้านบาท ทั้งส่วนที่ขายในประเทศและส่งออก และเป้าหมายในระยะต่อไป วางไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ กำลังลงทุนหลักร้อยล้าน เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ มีศักยภาพผลิตสาหร่ายได้ถึง 1,000,000 แผ่นต่อวัน
*** แจงปรัชญาธุรกิจ 3 ประการ ***
ด้วยวัยเพียง 23 ปี ต้องดูแลพนักงานกว่า 800 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีวัยมากกว่า จุดนี้ เจ้าตัวระบุว่าไม่ได้เป็นปัญหา เพราะพยายามมอบนโยบายอย่างให้เกียรติทุกคน และเอาชนะผู้ต่อต้านด้วยความสามารถ และเหตุผล
สำหรับหลักที่เขายึดในการทำธุรกิจตลอด มีหัวใจสำคัญ 3 ด้าน คือ ทัศนคติบวก ความรู้คู่จินตนาการ และกล้าคว้าโอกาส “ด้านทัศนคติ ผมเชื่อว่า การที่สินค้าของไทยจะส่งออกได้ ต้องปรับทัศนคติก่อน ถ้ามีทัศนคติว่า ทำยาก ทำไม่ได้ หรือสินค้าฉันเป็นแบบนี้ ก็จะขายอย่างนี้ มันก็ยากจะประสบความสำเร็จ
ดังนั้น ก่อนที่เราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใครสักคน หรือทำอะไรสักอย่าง เราต้องเริ่มที่ปรับทัศนคติเสียก่อน คิดว่าเราต้องทำให้ได้ แม้ว่า หนทางข้างหน้า จะมีขวากหนามหรืออุปสรคใดๆ ก็ตาม ขอให้ลองทำดูก่อน ทำไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” “ตัวอย่างจากตัวผมเอง จะพยายามคิดเสมอว่า ลองทำดูก่อน เหมือนตอนเปิดแฟรนไชส์เกาลัด แรกๆ ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยดี
อย่างสาขาแรก ผมเช่าหน้าห้างแห่งหนึ่ง ค่าเช่าวันละ 500 บาท วันแรกขายได้ 300 บาท เป็นอย่างนี้อยู่ 2 เดือนก็ท้อใจ บังเอิญ มีห้างแห่งนี้ มาเสนอให้ไปจัดโปรโมชั่นในห้าง ผมก็เลยลองดูอีกทีหนึ่ง” “ปรากฏว่า ขายได้วันละ 5พันกว่าบาท ทำให้ผมเรียนรู้ว่าการทำธุรกิจไม่สำเร็จ อาจเกิดจากความรู้ไม่พอ ขายไม่ดีเพราะตั้งในจุดที่ไม่ใช่จุดที่ลูกค้าเป้าหมายจะผ่าน
เพราะตอนนั้น ผมตั้งร้านที่ทางออกที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ ในขณะที่ เกาลัด ขายกิโลละ 2-3 ร้อยบาท จนวันที่ผมไปขายในห้าง ผมถึงรู้ว่า ที่ขายไม่ดี เพราะที่ผ่านมาทำเลไม่ได้ และฮวงจุ้ยไม่ดี ทุกวันนี้ ผมจะคิดถึงเรื่องทำเลตลอด ไม่ใช่แค่ที่ตั้งร้าน แต่หมายรวมถึง ตำแหน่งบนชั้นวางสินค้า”
“ด้านที่สอง คือ ความรู้ แม้การทำธุรกิจ คือ ความเสี่ยงก็จริง แต่ต้องทำให้เสี่ยงน้อยที่สุด เสี่ยงอยู่บนพื้นฐานความรู้จริง ไม่จะเริ่มต้นทำธุรกิจประเภทใด หลักที่ผมท่องเป็นคาถาส่วนตัว คือ ถาม ถาม และถาม” “คาถานี้ ผมอยากให้เอสเอ็มอีทุกรายท่องไว้เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไร ขอให้ศึกษาจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาธุรกิจที่ตัวเองจะทำ ซึ่งวิธีจะได้ความรู้ง่ายๆ คือ ถาม”
“อย่างตัวผมที่ไม่เคยมีความรู้ด้านเกาลัด หรือสาหร่ายมาก่อนก็ถาม ตอนผมทำเกาลัด ผมก็ไปเดินที่เยาวราช เดินถามความรู้ร้านเกาลัดตั้งแต่ต้นซอยถึงท้ายซอย ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ วิธีคั่ว วิธีเก็บ ราคา ฯลฯ ก็ถามไปเรื่อยๆ จนได้ความรู้ระดับหนึ่ง จากนั้นก็ศึกษาเพิ่มเติมจนเชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับตอนทำสาหร่าย ผมเริ่มด้วยถามจากผู้รู้ต่างๆ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย ตำราทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง บินไปดูแหล่งผลิต การปลูกถึงต้นตำรับ”
อิทธิพัทธ์ ระบุว่า เหตุที่จะทำให้สามารถจดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานๆ จนสะสมความรู้อย่างถ่องแท้ ผู้ประกอบการควรจะรักและชอบในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่แล้ว “ถ้าจะทำสิ่งใดๆ ให้ได้ดี ต้องมีความรักในสิ่งที่ตัวเองทำด้วย อย่างตัวผมเองชอบกินเกาลัด และสาหร่าย ทำแล้วสนุก และมีความสุข และในที่สุดเราจะกลายเป็นความเชี่ยวชาญ สามารถที่จะพลิกแพลงประยุกต์ให้สินค้ามีความต่าง มีจุดเด่นออกไปได้” ทั้งนี้ เมื่อมีความรู้แล้ว ต้องเติมจินตนาการบวกเข้าไปด้วย “ถ้ามีความรู้ ความชำนาญแล้ว แต่ขาดจินตนาการที่จะใส่ลงไป ความรู้จะถูกเก็บพับไว้บนหิ้ง แต่ถ้ามีความรู้ และใส่จินตนาการเข้าไป จะสามารถเปลี่ยนความรู้สู่ความเป็นจริงได้
และในแง่ของธุรกิจมันทำให้เกิดความแตกต่าง ผมยกตัวอย่างเช่น จินตนาการของคนที่อยากบินได้เหมือนนก นำมาสู่เครื่องบิน” หลักข้อสุดท้าย คือ กล้าคว้าโอกาส อิทธิพัทธ์ ระบุว่า “ตอนผมทำธุรกิจเกาลัด 6-7 สาขา ผมต้องเลือกระหว่าง เรียนต่อให้จน กับออกมาทำธุรกิจเต็มตัว ถ้าผมเลือกเรียนต่อ ก็คงไม่มีวันนี้ หรือตอนที่ 7-11 โทร. ถามว่าพร้อมจะผลิตเข้า 3,000 สาขาหรือเปล่า ถ้าผมบอกว่า ยังไม่พร้อม หรือขอรอไว้ก่อน ก็อาจไม่มีวันนี้” “ดังนั้น ผมจึงคิดว่า คนจะทำธุรกิจ ควรจะคว้าโอกาส ผมยกตัวอย่าง ชาวประมงคนหนึ่งออกไปหาปลาในวันที่คลื่นลมแรง และสามารถกลับมาด้วยความปลอดภัยพร้อมกับได้ปลามาด้วยจำนวนมาก จะเรียกว่าโชคดีหรือเปล่า สำหรับผมมันคือการคว้าโอกาส”
*** It’s my life เถ้าแก่วัย 23 ปี ***
แม้แง่หนึ่ง อิทธิพัทธ์จะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง ทว่า ในความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เขาก็เป็นหนุ่มวัย 23 ปี ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตสนุกสนานให้สมกับวัย อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าไม่ได้สูญเสียชีวิตวัยรุ่นไปแต่อย่างใด เนื่องจากความสุขของเขาคือ การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ “ช่วงวัยรุ่น ผมก็เกเรไม่เบา แม้แต่เพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน ยังไม่เชื่อว่า ผมจะสามารถมามีวันนี้ได้ ซึ่งผมคิดว่า ตัวเองไม่ได้สูญเสียช่วงเวลาสนุกสนานอย่างวัยรุ่นไป เพราะผมมีความสุขที่ได้ทำธุรกิจ ผมเคยผ่านช่วงที่เที่ยวมาเช่นกัน แต่รู้สึกว่า มันก็เท่านั้นแหละ การทำธุรกิจทำให้ผมมีความสุข ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ดูแลคนที่อายุมากกว่าผม สนุกกว่าที่ผมได้ไปเที่ยว”
“และเป้าหมายต่อไป ผมอยากพาองค์กร และพนักงานในความรับผิดชอบที่มีอยู่กว่า 700-800 คน ให้อยู่รอดได้ แม้ว่าตัวผมเองจะไม่ได้อยู่แล้วก็ตาม” สำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้น เมื่อให้มองย้อนไปถึงแรงบันดาลใจขับเคลื่อนให้เขามีวันนี้
อิทธิพัทธ์ตอบได้ทันทีว่า คือ ครอบครัวของเขานั่นเอง “พื้นฐานสำคัญมาจากครอบครัวของผมที่พร้อมจะเป็นกองหนุน และอยู่เคียงข้างเสมอ ทุนที่ผมใช้ทำธุรกิจ
ผมมีอยู่2 ทุน คือ ทุนแรกจากการเล่นเกมออนไลน์ ซึ่งผมได้เงินมา 3-4 แสน คิดว่า ถ้าเสียไป ก็ไม่เป็นไร เพราะมันก็เหมือนได้มาเปล่า แต่ถ้าลองทำดู นำสิ่งที่คิดเขียนลงกระดาษ ถ้าวางบนโต๊ะไว้เฉยๆ มันก็จะเป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่ผมมาลองทำ ผมคิดว่า ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ได้มาใช้เป็นบทเรียน”
“และทุนที่สองเป็นทุนทางใจ ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ไม่ห้ามที่ผมจะหยุดเรียนเพื่อมาทำธุรกิจ แถมยังคอยช่วยเหลือให้กำลังใจ ถ้าวันนั้น พ่อห้าม หรือบอกให้รอเรียนจบก่อน ผมอาจจะไม่มีวันนี้ โอกาสมันอาจจะหลุดลอยไป” ปฏิเสธไม่ได้ว่า เด็กหนุ่มคนนี้ เก่งและแกร่งเกินวัย สมกับเป็นยังเติร์กแห่งวงการธุรกิจไทย จากประโยคแซวของพ่อในวันนั้น มาสู่การสร้างธุรกิจตัวเองจนเติบใหญ่ อาศัยความรู้ ความสามารถ ประกอบกับกล้าตัดสินใจเลือกคว้าโอกาสได้เหมาะสมและถูกจังหวะ ทุกวันนี้ แม้จะมีชื่อแบรนด์ว่า “เถ้าแก่น้อย” ทว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้น น่าจะเข้าขั้น “บิ๊กเสี่ย” ทีเดียว
ที่มา : http://seedang.com/stories/34281
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
เก็บเงินไม่ยาก....แถมง่ายนิดเดียว....จริงๆๆๆ...
เก็บเงินทำได้...แถมง่ายนิดเดียว....
สังคมทุนนิยมทำเอาหนุ่มๆ สาวๆ จับจ่ายเพลิดเพลินไปตามๆ กัน เผลอแป๊บเดียว เงินใน กระเป๋าก็หายวับไปกับตา เอ...แล้วจะทำยังไงดีนะ เงินเดือนน้อยๆ ก้อนนี้ถึงจะมีเงินเก็บนิดๆ อย่างคนอื่นเขาบ้างวิธีการและกลเม็ดต่างๆ จึงถูกนำมาบอกต่อให้เราๆ รู้จักอดออมเอาไว้บ้าง แต่เชื่อว่าทำก็แล้ว พยายามเก็บก็แล้ว แต่ยังไง๊ ยังไง มนุษย์เงินเดือนก้อนเล็กอย่างเราๆ ก็เก็บเงิน (แม้เพียงนิด) ไม่ได้เสียที เอาล่ะ ถ้ายังไม่ได้ผล นักลองหันมาทางนี้ เรามีวิธีการออมเงินที่อยู่ใกล้ตัวจนแทบมองไม่เห็น นั่นก็คือการเปลี่ยนนิสัยการจับจ่ายบาง อย่างให้เคยชิน และหากทำได้ เราก็จะมีเงินเหลือเก็บอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
จดค่าใช้จ่ายทุกครั้ง.....
เพราะจะทำให้เรารู้ว่าแต่ละเดือนเราต้องใช้อะไรไปบ้าง และเมื่อต้องออกไปซื้อของ ต้องซื้อตามที่จดไว้เท่านั้น! ห้ามวอกแวกปล่อยใจไปซื้อสิ่งที่ไม่ต้องการเป็นอันขาด อย่าลืมไปว่า ยิ่งซื้อก็ยิ่งหมายถึงเงินที่เราต้องเสียไปเท่านั้น
อย่าซื้อเป็นจำนวนมาก.....
ข้อคิดอีกประการคือยิ่งซื้อมาก ก็ยิ่งทำให้เราใช้ (ของ) อย่างไม่ยั้งคิด (เพราะคิด ว่ายังมีอีกเยอะ) เว้นไว้ก็แต่ว่า ของจำนวนนั้นจะช่วยประหยัดจากราคาปกติ และคุณจำเป็นต้องมีไว้จริงๆ
ใช้บัตรเครดิตเมื่อจำเป็น.....
เป็นเรื่องสำคัญที่สาวๆ นักช้อปทั้งหลายต้องจำให้แม่น เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน จะดีกว่า เพราะยิ่งใช้เท่าไหร่ก็ยิ่งต้อง ใช้คืนเท่านั้น แล้วถ้ายิ่งจ่ายคืนไม่ตรงเวลาแล้วละก็ ดอกเบี้ยที่ตามมาก็ยิ่งทำ ให้คุณจ่ายมากขึ้นไปอีก (เพื่ออะไรกันล่ะ)
ดูโทรทัศน์ให้น้อยลง.....
ดูเหมือนไม่เกี่ยว แต่เรื่องนี้ข้องเกี่ยวอย่าบอกใคร เพราะเจ้าทีวีเครื่องเหลี่ยมนี่ แหละที่ทำให้เราอยากซื้อ อยากจ่าย และเป็นตัวเพิ่มกิเลสโดยที่เราไม่รู้ตัว
อย่าช้อปตอนเบื่อโลก.....
เพราะอาการเบื่อหน่าย ท้อแท้ และผิดหวัง จะทำให้เราอยากระบายผ่านการช้อป โดยที่ไม่รู้ตัวเช่นกัน ที่สำคัญยัง ช้อปกระหน่ำ จนทำให้คุณรู้สึกผิดภายหลังอีกต่างหาก
ตั้งงบเมื่อซื้อของ....
ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ตามที เพราะการตั้งงบประมาณจะทำให้คุณรู้ว่า สามารถจ่ายได้เท่าไหร่ เหลืออีกเท่าไหร่ และถ้าเกินจากนั้นไป ก็เท่ากับเป็นการใช้เงินเกินความจำเป็น
ซื้อของแบรนด์เนมบ้าง.....
อย่าเพิ่งงุนงงว่าเรากำลังชวนเสียเงิน หรือเก็บเงินกันแน่ แต่การซื้อข้าวของดีๆ มีคุณภาพไว้บ้าง เช่น กระเป๋า หรือรองเท้า ก็จะทำให้ใช้ได้นาน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายบางอย่าง โดยเฉพาะ การซื้อของซ้ำๆ (แต่เสียมากกว่า) ที่สาวๆ มักทำจนเป็นนิสัย
เลี่ยงการช้อปกับเพื่อนมือเติบ.....
ไม่ว่าเพื่อนที่มือเติบของแท้ หรือเทียมก็ตาม เพราะการช้อปปิ้งกับบรรดา เพื่อนผองกระเป๋าหนาเหล่านี้ มีส่วนอย่างมากที่จะให้คุณเสียสตางค์ตามไปด้วย เผลอๆ อาจเป็นสิ่งที่คุณไม่อยาก ได้ หรือมูลค่าอาจสูงเกินตัวไป เลือกไปกับเพื่อนที่ชวนกันประหยัดจะดีกว่า
อย่าไปกับเด็ก....
หมายถึงเด็กเล็กนี่ล่ะ(ไม่ใช่กิ๊ก) แถมลูกๆ หลานๆ ที่แสนจะน่ารักเหล่านี้ ยังเป็นสาเหตุตัวดีที่ทำให้ เราควักเงินจนแทบไม่ทันตั้งตัว เรารู้ว่าคุณใจดีและใจอ่อน แต่อย่าลืมไปล่ะ ว่านั่นก็เงิน นี่ก็เงินทั้งนั้น สอนให้เด็กๆ รู้จักคุณค่าของเงินไว้ก่อนจะดีกว่า
ถามตัวเองทุกครั้ง.....
ว่า "มันจำเป็นจริงๆ หรือเปล่า?" หรือ "ฉันต้องการจริงๆ หรือเปล่า?" เพราะเชื่อได้ ว่าการเสียเงินจำนวนมากที่ผ่านๆ มา คือการที่เราใช้จ่ายโดยไม่ทันยั้งคิด และเมื่อซื้อมาแล้วก็ใช้จริงเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนซื้อชิ้นใหม่ รู้อย่างนี้แล้วก็ควรหันมาถามตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ เสียที
ทำทุกอย่างที่ว่ามาให้ได้.....
เพราะแค่คิดคร่าวๆ ว่าหากปฏิบัติตามได้อย่างที่กล่าว ก็สามารถช่วยประหยัด เงินไปได้มากถึงหลักพัน หลักหมื่นบาท แล้วถ้าประหยัดได้อย่างนี้ทุกๆ เดือนล่ะ เราจะมีเงินเก็บอีกมากมายขนาด ไหน เพราะของแบบนี้เงินใครก็กระเป๋าใคร ยิ่งเก็บได้มากเท่าไหร่ ก็รับประกันเรื่องฉุกเฉินใน อนาคตให้เราได้มากเท่านั้น
สังคมทุนนิยมทำเอาหนุ่มๆ สาวๆ จับจ่ายเพลิดเพลินไปตามๆ กัน เผลอแป๊บเดียว เงินใน กระเป๋าก็หายวับไปกับตา เอ...แล้วจะทำยังไงดีนะ เงินเดือนน้อยๆ ก้อนนี้ถึงจะมีเงินเก็บนิดๆ อย่างคนอื่นเขาบ้างวิธีการและกลเม็ดต่างๆ จึงถูกนำมาบอกต่อให้เราๆ รู้จักอดออมเอาไว้บ้าง แต่เชื่อว่าทำก็แล้ว พยายามเก็บก็แล้ว แต่ยังไง๊ ยังไง มนุษย์เงินเดือนก้อนเล็กอย่างเราๆ ก็เก็บเงิน (แม้เพียงนิด) ไม่ได้เสียที เอาล่ะ ถ้ายังไม่ได้ผล นักลองหันมาทางนี้ เรามีวิธีการออมเงินที่อยู่ใกล้ตัวจนแทบมองไม่เห็น นั่นก็คือการเปลี่ยนนิสัยการจับจ่ายบาง อย่างให้เคยชิน และหากทำได้ เราก็จะมีเงินเหลือเก็บอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
จดค่าใช้จ่ายทุกครั้ง.....
เพราะจะทำให้เรารู้ว่าแต่ละเดือนเราต้องใช้อะไรไปบ้าง และเมื่อต้องออกไปซื้อของ ต้องซื้อตามที่จดไว้เท่านั้น! ห้ามวอกแวกปล่อยใจไปซื้อสิ่งที่ไม่ต้องการเป็นอันขาด อย่าลืมไปว่า ยิ่งซื้อก็ยิ่งหมายถึงเงินที่เราต้องเสียไปเท่านั้น
อย่าซื้อเป็นจำนวนมาก.....
ข้อคิดอีกประการคือยิ่งซื้อมาก ก็ยิ่งทำให้เราใช้ (ของ) อย่างไม่ยั้งคิด (เพราะคิด ว่ายังมีอีกเยอะ) เว้นไว้ก็แต่ว่า ของจำนวนนั้นจะช่วยประหยัดจากราคาปกติ และคุณจำเป็นต้องมีไว้จริงๆ
ใช้บัตรเครดิตเมื่อจำเป็น.....
เป็นเรื่องสำคัญที่สาวๆ นักช้อปทั้งหลายต้องจำให้แม่น เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน จะดีกว่า เพราะยิ่งใช้เท่าไหร่ก็ยิ่งต้อง ใช้คืนเท่านั้น แล้วถ้ายิ่งจ่ายคืนไม่ตรงเวลาแล้วละก็ ดอกเบี้ยที่ตามมาก็ยิ่งทำ ให้คุณจ่ายมากขึ้นไปอีก (เพื่ออะไรกันล่ะ)
ดูโทรทัศน์ให้น้อยลง.....
ดูเหมือนไม่เกี่ยว แต่เรื่องนี้ข้องเกี่ยวอย่าบอกใคร เพราะเจ้าทีวีเครื่องเหลี่ยมนี่ แหละที่ทำให้เราอยากซื้อ อยากจ่าย และเป็นตัวเพิ่มกิเลสโดยที่เราไม่รู้ตัว
อย่าช้อปตอนเบื่อโลก.....
เพราะอาการเบื่อหน่าย ท้อแท้ และผิดหวัง จะทำให้เราอยากระบายผ่านการช้อป โดยที่ไม่รู้ตัวเช่นกัน ที่สำคัญยัง ช้อปกระหน่ำ จนทำให้คุณรู้สึกผิดภายหลังอีกต่างหาก
ตั้งงบเมื่อซื้อของ....
ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ตามที เพราะการตั้งงบประมาณจะทำให้คุณรู้ว่า สามารถจ่ายได้เท่าไหร่ เหลืออีกเท่าไหร่ และถ้าเกินจากนั้นไป ก็เท่ากับเป็นการใช้เงินเกินความจำเป็น
ซื้อของแบรนด์เนมบ้าง.....
อย่าเพิ่งงุนงงว่าเรากำลังชวนเสียเงิน หรือเก็บเงินกันแน่ แต่การซื้อข้าวของดีๆ มีคุณภาพไว้บ้าง เช่น กระเป๋า หรือรองเท้า ก็จะทำให้ใช้ได้นาน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายบางอย่าง โดยเฉพาะ การซื้อของซ้ำๆ (แต่เสียมากกว่า) ที่สาวๆ มักทำจนเป็นนิสัย
เลี่ยงการช้อปกับเพื่อนมือเติบ.....
ไม่ว่าเพื่อนที่มือเติบของแท้ หรือเทียมก็ตาม เพราะการช้อปปิ้งกับบรรดา เพื่อนผองกระเป๋าหนาเหล่านี้ มีส่วนอย่างมากที่จะให้คุณเสียสตางค์ตามไปด้วย เผลอๆ อาจเป็นสิ่งที่คุณไม่อยาก ได้ หรือมูลค่าอาจสูงเกินตัวไป เลือกไปกับเพื่อนที่ชวนกันประหยัดจะดีกว่า
อย่าไปกับเด็ก....
หมายถึงเด็กเล็กนี่ล่ะ(ไม่ใช่กิ๊ก) แถมลูกๆ หลานๆ ที่แสนจะน่ารักเหล่านี้ ยังเป็นสาเหตุตัวดีที่ทำให้ เราควักเงินจนแทบไม่ทันตั้งตัว เรารู้ว่าคุณใจดีและใจอ่อน แต่อย่าลืมไปล่ะ ว่านั่นก็เงิน นี่ก็เงินทั้งนั้น สอนให้เด็กๆ รู้จักคุณค่าของเงินไว้ก่อนจะดีกว่า
ถามตัวเองทุกครั้ง.....
ว่า "มันจำเป็นจริงๆ หรือเปล่า?" หรือ "ฉันต้องการจริงๆ หรือเปล่า?" เพราะเชื่อได้ ว่าการเสียเงินจำนวนมากที่ผ่านๆ มา คือการที่เราใช้จ่ายโดยไม่ทันยั้งคิด และเมื่อซื้อมาแล้วก็ใช้จริงเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนซื้อชิ้นใหม่ รู้อย่างนี้แล้วก็ควรหันมาถามตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ เสียที
ทำทุกอย่างที่ว่ามาให้ได้.....
เพราะแค่คิดคร่าวๆ ว่าหากปฏิบัติตามได้อย่างที่กล่าว ก็สามารถช่วยประหยัด เงินไปได้มากถึงหลักพัน หลักหมื่นบาท แล้วถ้าประหยัดได้อย่างนี้ทุกๆ เดือนล่ะ เราจะมีเงินเก็บอีกมากมายขนาด ไหน เพราะของแบบนี้เงินใครก็กระเป๋าใคร ยิ่งเก็บได้มากเท่าไหร่ ก็รับประกันเรื่องฉุกเฉินใน อนาคตให้เราได้มากเท่านั้น
วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ทฤษฎีจำกัดความเสี่ยง สูตรเล่นหุ้นนอกตำรา
ทฤษฎีจำกัดความเสี่ยง สูตรเล่นหุ้นนอกตำรา
บางคนอาจจะลุกขึ้นมาฉีกตำราการลงทุนทิ้งเมื่อรู้ว่าความสำเร็จของน.พ.ยรรยง ไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างที่ร่ำเรียนกันมา สำหรับน.พ.ยรรยง ตำราเดียวที่อ้างอิงได้ก็คือ "ทฤษฎีจิตวิทยามวลชน" ถึงแม้เขาจะไม่ได้ใช้ศัพท์คำนี้มาอธิบาย แต่รูปแบบและวิธีลงทุนของเขาบ่งชี้ว่าเขาเล่นหุ้นแบบ "กระแสนิยม" หมอคนนี้มีหลักคิดแหวกแนวตั้งแต่ยังมีอาชีพ "หมอฟัน" เจ้าตัวบอกว่าเวลาจะคิดค่าทำฟันลูกค้า แทนที่จะกำหนดราคาตามป้ายแต่กลับคิดราคาตาม "ฐานะ" ของลูกค้าแต่ละคน "ดูแล้วคนไหนรวยผมก็คิดแพง คนไหนไม่ค่อยมีเงิน ผมจะทำให้ฟรี" นี่คือวิธีการทำการค้าที่กรมการค้าภายในอาจไม่ชอบใจนัก ถึงจะเล่นหุ้นนอกตำราแต่วิธีจำกัดความเสี่ยงที่หมอเรียกว่ากฎเอาตัวรอดสำหรับนักเล่นหุ้นระยะสั้นก็คือ ถ้าขาดทุนต้องรีบ "Stop Loss" หมายถึง "รีบขายเพื่อหยุดยั้งการขาดทุน" ถ้ายังมีกำไรให้ถือต่อไป ซึ่งในตำราฝรั่งเรียกว่า "Let the Profit Run" และกฎอีกข้อหนึ่งคือ "เมื่อมีกำไรแล้วห้ามกลับมาขาดทุน" ถ้ามีใครไปถามหมอว่า "ไปลอกกฎของฝรั่งมาเหรอ!" เขาจะรีบปฏิเสธและบอกว่า "ผมไม่ค่อยเชื่อวิธีของฝรั่ง ไม่เห็นว่าจะเก่งกว่าเราตรงไหนเลย..." หมอมักย้ำเสมอว่า "ตำรา" ที่เขาใช้ คือ "ประสบการณ์" และเรียนรู้มาจากเพื่อนในวงการมากกว่า อย่างไรก็ตาม "ทฤษฎีจำกัดความเสี่ยง" ของหมอ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และต้องนำมาขยายความเพิ่มเติม วิธีจำกัดความเสี่ยงอันดับแรก คือ คุณต้องอ่านสภาวะตลาดหุ้นให้ออก ต้องตอบตัวเองได้ว่าพรุ่งนี้ หรืออาทิตย์หน้า หรืออีก 1 เดือนข้างหน้า ว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร? หุ้นที่ถืออยู่จะเป็นอย่างไร? "ผมมองว่าอะไรที่ตอบไม่ได้ หรืออะไรที่คุณไม่รู้ คือ...ความเสี่ยง แต่อะไรที่คุณรู้ คือ..ไม่เสี่ยง" น.พ.ยรรยงกล่าว ยกตัวอย่างเช่นหุ้นบริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ (บาฟส์) "หุ้นตัวนี้ผมได้เงินเยอะ" ถ้าเราดูจากข่าวหนังสือพิมพ์ บาฟส์หาผู้แทนจัดจำหน่ายได้ดี และทำโฆษณาได้ดี คือ ออกทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ มันทำให้เกิดกระแสนิยมขึ้นมา ทำให้ความต้องการหุ้นตัวนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ "ผมจะดูว่ากิจการเป็นอย่างไร? ผูกขาดรึเปล่า! รายได้ และกำไรเป็นอย่างไร? ผู้บริหารวางแผนเพิ่มสภาพคล่องโดยการแตกพาร์ เราก็จับจุดตรงนี้ รู้ว่ามวลชนมีความต้องการมาก ในแง่ของราคา IPO ก็ต่ำ จำนวนหุ้นที่ออกมาก็ไม่มาก ผมก็ได้ข้อสรุปตรงนี้ว่าผู้บริหารคงอยากจะให้หุ้นของตัวเองขึ้น" จากนั้นก็เจาะลงไปดูรายละเอียดของผู้บริหาร อย่างแรกเลยต้องรู้ว่าผู้ถือหุ้นเป็นใคร? ผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ การบินไทย 30% สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 10% บริษัทน้ำมัน 5 แห่ง ถือหุ้นรวมกัน 43% และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย 6% "ผมก็ตั้งคำถามว่าแล้วผู้ถือหุ้นใหญ่จะขายหุ้นออกมั้ย! ผมก็ประเมินว่าเขาคงไม่ขายแน่! ดังนั้นถ้าผมเจอหุ้นอย่างนี้บอกได้เลยว่า "ได้เงิน" เพราะเราประเมินออกตั้งแต่แรกว่า หุ้นตัวนี้มีดีมานด์มากกว่าซัพพลาย ลักษณะการซื้อ คือ ผมจะซื้อหุ้นที่ประเมินแล้วว่าตลาดจะเกิด "ความนิยม" เพราะฉะนั้นความเสี่ยงจะต่ำ" หมอตั้งข้อสังเกตว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าพบว่าผู้บริหารตั้งใจจะเอาหุ้นเข้าตลาด "เพื่อขาย" หุ้นตัวนั้นจะไปไม่ไกล หลักในการดูตรงนี้ หมอบอกว่า...อันนี้ดูง่ายมาก "ผมจะบอกหลักให้เลย ไปดู "สัดส่วน" ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ถ้าผู้ถือหุ้นใหญ่ถือคนเดียว 20-30% อย่างนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปดูแล้วเห็นสัดส่วนมันกระจายยาวเป็นหางว่าว อย่างนี้มีเจตนาชัดเจนว่าต้องการขายออก" เช่นคนแรกถือ 15% คนที่สองถือ 7% คนที่ 3 ลงมาถือคนละ 5% ไล่ลงมาเหลือ 4% 3% 2% อย่างนี้บอกได้เลยว่ากระจายให้นอมินีถือแล้วตั้งใจขายออกหลังเข้าตลาด หุ้นประเภทนี้จะไปได้ไม่ไกล หมอจึงแนะนำว่าวันที่จะทำกำไรดีที่สุด ก็คือ "ขายวันแรก" แต่ถ้าเจอหุ้นดี เรามองออกว่าราคาจะไปไกล ดีที่สุด ก็คือ เราต้อง "ซื้อวันแรก" หมอมีวิธีประเมินมูลค่าหุ้นอย่างไร? อย่างแรกต้องรู้พื้นฐานของหุ้นให้หมด เช่น P/E เท่าไร? Book Value เท่าไร? ยอดขายเท่าไร? กำไรเท่าไร? ผู้ถือหุ้นเป็นใคร? มีหุ้นจดทะเบียนกี่หุ้น สัดส่วนที่ถือมีใครบ้าง! อยู่ในมือผู้ถือหุ้นใหญ่กี่เปอร์เซ็นต์ "เวลาผมจะซื้อหุ้นผมต้องรู้ข้อมูลพวกนี้ให้หมด แต่เวลาซื้อหุ้นจริงๆ จะไม่สนใจว่าราคาหุ้นสูงกว่า P/E กี่เท่า สูงกว่า Book Value กี่เท่า ผมไม่ได้นำมาใช้ตัดสินใจ เป็นแค่ตัวสนับสนุนว่าหุ้นที่เราซื้อมีพื้นฐานรองรับแค่ไหน" ส่วนเรื่องราคา หมอคิดว่าจะมีกลไกตลาดรองรับเองว่าควรจะอยู่ตรงไหน! เขาจะไม่ค่อยให้ความสำคัญ แต่ยินดี "ซื้อแพง" ถ้ามั่นใจว่าสามารถ "ขายแพง" กว่าราคาที่ซื้อมา แต่สำหรับหุ้น IPO จากประสบการณ์ของหมอ ถ้าหุ้นตัวไหนที่มีความนิยมสูง ราคาหุ้นวันแรกจะ "เปิด" กระโดด "ผมจะดูอารมณ์ของตลาด ถ้าน่าสนใจผมจะเข้าไปซื้อตอนเปิดตลาดวันแรก อย่างหุ้นบาฟส์ผมได้หุ้นจอง 60 บาท ราคาเปิดกระโดดวันแรก ผมก็เข้าเก็บที่ 94 บาท มาซื้ออีกทีที่ 100 บาท 110 บาท และ 120 บาท จากนั้นก็หยุดซื้อ พอขึ้นมา 140 กว่าบาท ผมก็ขาย" เขาอธิบายอีกว่าเวลาได้หุ้นจองมาส่วนหนึ่ง ก็จะมา "เฉลี่ย" กับ "ต้นทุน" ที่ซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่คือหลักจำกัดความเสี่ยง "ฟังผมพูดเหมือนจะมีความเสี่ยง...แต่จริงๆ แล้วไม่มี เช่น ผมได้หุ้นจองมา 3 หมื่นหุ้น ในราคา 60 บาท พอเข้าตลาดวันแรกผมเริ่มซื้อที่ราคา 94 บาท สมมติซื้อเข้าไปอีก 3 หมื่นหุ้น ผมก็จะเฉลี่ยต้นทุนโดยเอา 60 บวก 94 หาร 2 ต้นทุนผมก็จะอยู่ที่ 77 บาท ก็ยังได้กำไรเยอะเมื่อเปรียบเทียบกับราคาในตลาด แสดงว่าผมไม่มีความเสี่ยงเลยใช่มั้ย!...เพราะทุกครั้งที่เรา "มีกำไร" เท่ากับว่าเรา "ไม่มีความเสี่ยง" ตราบใดที่เรา "ขาดทุน" ถึงจะเรียกว่ามี "ความเสี่ยง" เขาเล่าว่าตอนที่จองหุ้นบาฟส์ได้หุ้นมาไม่เยอะ จำได้ว่าครั้งแรกเข้าไปซื้อที่ราคา 94 บาท ซื้อไปประมาณ 5 แสนหุ้น แล้วมาซื้อที่ 100 บาท อีกประมาณ 2-3 แสนหุ้น โดยทุกสเต็ปท์ที่ซื้อจะลดจำนวนหุ้นลงเรื่อยๆ "วิธีการของผม ก็คือ เวลาที่ผมซื้อหุ้นขาขึ้น ผมจะลดสัดส่วนลงประมาณครึ่งหนึ่งทุกครั้ง" สมมติว่าเขาเริ่มซื้อหุ้นบาฟส์ที่ราคา 94 บาท จำนวน 5 แสนหุ้น ซื้อที่ 100 บาทที่ 2.5 แสนหุ้น ซื้อที่ 110 บาทที่ 1.25 แสนหุ้น และซื้อที่ 120 บาทที่ 6.25 หมื่นหุ้น (เวลาซื้อหุ้นขาขึ้นจะลดจำนวนหุ้นลงสเต็ปท์ละ 50%) เขาจะใช้เงินไปทั้งหมด 93.25 ล้านบาท เท่ากับว่าต้นทุนเฉลี่ยของเขาจะอยู่ที่หุ้นละ 99.46 ล้านบาท "ซื้ออย่างนี้เพื่อให้ "ต้นทุน" เฉลี่ย "ต่ำกว่า" ราคาตลาด "พอเราเห็นว่าราคามันขึ้นไปเยอะก็รอดูอย่างเดียว เพื่อหาจังหวะขาย" เขาบอกเคล็ดลับนี้ให้ฟัง ปรัชญาการจำกัดความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งของหมอ คือ เวลาหุ้นขึ้นมาแรงๆ ถ้าขึ้นมาถึง 50% ยังไง!ก็ขาย เพราะยังไง!หุ้นก็ต้องปรับตัวลง และถ้าหุ้นลงมาถึง 50% ยังไง!ก็ต้องซื้อ เพราะยังไง!ก็ต้องปรับตัวขึ้น "มันเหมือนกับเป็นสูตรในใจผมเลยว่าถ้าหุ้นขึ้น 50% ลง 50% ยังไง!ก็ต้องปรับตัว" เขาเชื่อเช่นนั้น แต่กรณีที่ซื้อแล้ว ราคามีแนวโน้มลดลง หมอจะไม่ยอมให้ "กำไร" กลับมาเป็น "ขาดทุน" อย่างเด็ดขาด เขาจะใช้วิธีลดความเสี่ยงโดยการทยอยขายหุ้นออกจากพอร์ต น.พ.ยรรยงได้อธิบายปรัชญาของเขาว่า "จะกำไรน้อย หรือกำไรมากไม่สำคัญเท่ากับ ทำยังไง!ก็ได้ไม่ให้กำไรต้องกลับมาเป็นขาดทุน เพราะมันเป็นวิธีเล่นหุ้นที่ผมถือว่าตัวเอง "โง่" มาก" หมอสรุปให้ฟังว่า กฎการจำกัดความเสี่ยงของเขาจริงๆ แล้วมีอยู่แค่ 4 ข้อ คือ หนึ่ง ขาดทุนต้อง "Cut Loss" (ยอมตัดขาดทุน) สอง ถ้ามีกำไรให้ถือต่อ สาม ถ้ามีกำไรห้ามกลับมาขาดทุน และสี่ ถ้าขาดทุนครั้งแรกต้องหยุดการลงทุน มิฉะนั้นจะทำผิดซ้ำสอง "นี่คือกฎเกณฑ์ที่ผมจะยึดถือเอาไว้ตลอด ผมถือคติว่าถ้าเราผิดครั้งแรกแสดงว่าเราเริ่ม:-) มองหุ้นไม่ออก แสดงว่าสิ่งที่เรามองว่าถูกที่จริงมันผิด อย่างนี้ผมจะลงจากเวทีชั่วคราว" หมอยังมีกฎอีกว่า จะไม่เล่นหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ จะซื้อเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องซื้อขายสูง และจะเล่นเฉพาะหุ้นที่อยู่ใน "กระแสนิยม" ขณะนั้น เขาเปรียบวิธีการเลือกหุ้นของตัวเองว่าเหมือนดูเทรนด์แฟชั่น "สมมติว่าคนกำลังบ้าหลุยส์วิตตอง ผมก็จะซื้อหลุยส์วิตตอง ถ้าผมประเมินว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะไป ดูข้อมูลทุกอย่างแล้วเข้าคอนเซ็ปท์ ผมจะเข้าไปซื้อเลยโดยไม่สนใจราคา แต่ถ้าคนเลิกเห่อ....ผมก็เลิกเล่น" ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจว่าหุ้นที่ซื้อราคาจะ "ถูก" หรือ "แพง" หากจะว่าไปแล้วสไตล์การเล่นหุ้นของน.พ.ยรรยงจัดว่า "เฉียบคม" อย่างยิ่ง เขากล่าวว่า "สไตล์ของผมคือเล่นหุ้นตาม "แฟชั่น" คือผมไม่ชอบนำแฟชั่น และไม่ชอบตามแฟชั่น แต่ผมจะ "เกาะกระแส" แฟชั่น เพราะผมเชื่อว่า นี่คือวิธีการจำกัดความเสี่ยงที่ดีที่สุด" อาจจะพูดได้ว่าน.พ.ยรรยงก็คือ "นักเก็งกำไร" ที่เฉลียวฉลาด เพราะไม่ใช่แค่ตามแห่ แต่มีหลักการของการเก็งกำไรพอตัวทีเดียว "วอลุ่ม" เป็นปัจจัยหนึ่งที่หมอใช้เป็นเงื่อนไขในการซื้อหรือขาย ช่วงไหนที่ตลาดไซด์เวย์วอลุ่มไม่ค่อยมี หมอจะหยุดดู และทำตัวเหมือนกับ "เหยี่ยว" ที่รอคอยจังหวะเข้าโฉบเหยื่อ เมื่อไรก็ตามที่เขาบอกตัวเองว่าช่วงนี้หุ้น "เล่นยาก" ลงทุนไปก็ไม่คุ้ม เขาจะหยุดเล่นเลย นี่เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้น.พ.ยรรยงแตกต่างจากนักเก็งกำไรทั่วไป นักเล่นหุ้นคนนี้ล่ำซำมาได้ไม่ใช่เพราะ "โชคดี" แต่เป็นเพราะเขาเลือกจับเฉพาะ "ปลาใหญ่" และกล้า "วางเดิมพันหมดหน้าตัก" ในช่วงที่ตลาดหุ้นบูม เพราะเขามองว่าเป็นช่วงจังหวะที่ดีที่สุดของการทำกำไร และ "จำกัดความเสี่ยง" จากประสบการณ์ที่ผ่านมา น.พ.ยรรยงเชื่อว่า ตลาดหุ้นมี "ฤดูกาล" ของมัน ในแต่ละปีจะมีช่วง "นาทีทอง" อย่างน้อย 1-2 เดือน และเขาจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดมือ เขาเผยว่า จะไม่เล่นหุ้นแบบ "ทอดแห" และไม่ซื้อหุ้นโดยไม่มีเป้าหมาย "ผมถือคติว่าจะไม่จับปลาเล็ก ผมชอบจับ "ปลาวาฬ" วิธีการคือ จะซื้อหุ้นน้อยตัว แต่จะซื้อทีละเยอะๆ โดยมองผลตอบแทนต่อครั้งประมาณ 20-30% หรืออย่างน้อยก็ต้อง 10% ขึ้นไป สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่เขาเห็นส่วนใหญ่จะซื้อขายหุ้นบ่อยเกินไป และหวังกำไรเพียงแค่ 3-4% ก็ขาย น.พ.ยรรยงบอกว่า "ภาษานักเล่นหุ้นเขาเรียกว่า "กินน้ำหวานบนปลายมีด" คือได้รับผลตอบแทนน้อย แต่ลิ้นคุณต้องเจ็บตลอด อย่างนี้ผมจะไม่เล่น เพราะผิดหลักการจำกัดความเสี่ยง" คนส่วนใหญ่มักจะมองน.พ.ยรรยงว่าเขาเป็น "นักเสี่ยงโชค" บางคนมองว่าเขาเป็น "นักพนัน" ด้วยซ้ำ ไม่ว่าใครจะให้คำ "จำกัดความ" ตัวเขาว่าอย่างไร? หมอก็ยังยืนยันว่าเขาเป็นคนที่ "ไม่ชอบเสี่ยง" "ผมจบทางด้านวิทยาศาสตร์ ผมจะเล่นด้วยเหตุผล อะไร?ที่คิดว่าเป็นความเสี่ยงผมจะไม่เล่น อะไร?ที่ผมมองว่าอนาคตไม่ดีผมจะไม่เล่น ไม่ใช่ว่าการที่ผมเป็นนักเก็งกำไร ผมต้องเล่นหุ้นสุ่มสี่สุ่มห้า เปล่า! เพราะถ้า "เสี่ยง" ผมไม่เข้า" นี่คงเป็นบทสรุปชัดเจนว่า ทำไม! เขาจึงแตกต่างจากนักเก็งกำไรอื่นๆ
บางคนอาจจะลุกขึ้นมาฉีกตำราการลงทุนทิ้งเมื่อรู้ว่าความสำเร็จของน.พ.ยรรยง ไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างที่ร่ำเรียนกันมา สำหรับน.พ.ยรรยง ตำราเดียวที่อ้างอิงได้ก็คือ "ทฤษฎีจิตวิทยามวลชน" ถึงแม้เขาจะไม่ได้ใช้ศัพท์คำนี้มาอธิบาย แต่รูปแบบและวิธีลงทุนของเขาบ่งชี้ว่าเขาเล่นหุ้นแบบ "กระแสนิยม" หมอคนนี้มีหลักคิดแหวกแนวตั้งแต่ยังมีอาชีพ "หมอฟัน" เจ้าตัวบอกว่าเวลาจะคิดค่าทำฟันลูกค้า แทนที่จะกำหนดราคาตามป้ายแต่กลับคิดราคาตาม "ฐานะ" ของลูกค้าแต่ละคน "ดูแล้วคนไหนรวยผมก็คิดแพง คนไหนไม่ค่อยมีเงิน ผมจะทำให้ฟรี" นี่คือวิธีการทำการค้าที่กรมการค้าภายในอาจไม่ชอบใจนัก ถึงจะเล่นหุ้นนอกตำราแต่วิธีจำกัดความเสี่ยงที่หมอเรียกว่ากฎเอาตัวรอดสำหรับนักเล่นหุ้นระยะสั้นก็คือ ถ้าขาดทุนต้องรีบ "Stop Loss" หมายถึง "รีบขายเพื่อหยุดยั้งการขาดทุน" ถ้ายังมีกำไรให้ถือต่อไป ซึ่งในตำราฝรั่งเรียกว่า "Let the Profit Run" และกฎอีกข้อหนึ่งคือ "เมื่อมีกำไรแล้วห้ามกลับมาขาดทุน" ถ้ามีใครไปถามหมอว่า "ไปลอกกฎของฝรั่งมาเหรอ!" เขาจะรีบปฏิเสธและบอกว่า "ผมไม่ค่อยเชื่อวิธีของฝรั่ง ไม่เห็นว่าจะเก่งกว่าเราตรงไหนเลย..." หมอมักย้ำเสมอว่า "ตำรา" ที่เขาใช้ คือ "ประสบการณ์" และเรียนรู้มาจากเพื่อนในวงการมากกว่า อย่างไรก็ตาม "ทฤษฎีจำกัดความเสี่ยง" ของหมอ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และต้องนำมาขยายความเพิ่มเติม วิธีจำกัดความเสี่ยงอันดับแรก คือ คุณต้องอ่านสภาวะตลาดหุ้นให้ออก ต้องตอบตัวเองได้ว่าพรุ่งนี้ หรืออาทิตย์หน้า หรืออีก 1 เดือนข้างหน้า ว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร? หุ้นที่ถืออยู่จะเป็นอย่างไร? "ผมมองว่าอะไรที่ตอบไม่ได้ หรืออะไรที่คุณไม่รู้ คือ...ความเสี่ยง แต่อะไรที่คุณรู้ คือ..ไม่เสี่ยง" น.พ.ยรรยงกล่าว ยกตัวอย่างเช่นหุ้นบริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ (บาฟส์) "หุ้นตัวนี้ผมได้เงินเยอะ" ถ้าเราดูจากข่าวหนังสือพิมพ์ บาฟส์หาผู้แทนจัดจำหน่ายได้ดี และทำโฆษณาได้ดี คือ ออกทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ มันทำให้เกิดกระแสนิยมขึ้นมา ทำให้ความต้องการหุ้นตัวนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ "ผมจะดูว่ากิจการเป็นอย่างไร? ผูกขาดรึเปล่า! รายได้ และกำไรเป็นอย่างไร? ผู้บริหารวางแผนเพิ่มสภาพคล่องโดยการแตกพาร์ เราก็จับจุดตรงนี้ รู้ว่ามวลชนมีความต้องการมาก ในแง่ของราคา IPO ก็ต่ำ จำนวนหุ้นที่ออกมาก็ไม่มาก ผมก็ได้ข้อสรุปตรงนี้ว่าผู้บริหารคงอยากจะให้หุ้นของตัวเองขึ้น" จากนั้นก็เจาะลงไปดูรายละเอียดของผู้บริหาร อย่างแรกเลยต้องรู้ว่าผู้ถือหุ้นเป็นใคร? ผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ การบินไทย 30% สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 10% บริษัทน้ำมัน 5 แห่ง ถือหุ้นรวมกัน 43% และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย 6% "ผมก็ตั้งคำถามว่าแล้วผู้ถือหุ้นใหญ่จะขายหุ้นออกมั้ย! ผมก็ประเมินว่าเขาคงไม่ขายแน่! ดังนั้นถ้าผมเจอหุ้นอย่างนี้บอกได้เลยว่า "ได้เงิน" เพราะเราประเมินออกตั้งแต่แรกว่า หุ้นตัวนี้มีดีมานด์มากกว่าซัพพลาย ลักษณะการซื้อ คือ ผมจะซื้อหุ้นที่ประเมินแล้วว่าตลาดจะเกิด "ความนิยม" เพราะฉะนั้นความเสี่ยงจะต่ำ" หมอตั้งข้อสังเกตว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าพบว่าผู้บริหารตั้งใจจะเอาหุ้นเข้าตลาด "เพื่อขาย" หุ้นตัวนั้นจะไปไม่ไกล หลักในการดูตรงนี้ หมอบอกว่า...อันนี้ดูง่ายมาก "ผมจะบอกหลักให้เลย ไปดู "สัดส่วน" ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ถ้าผู้ถือหุ้นใหญ่ถือคนเดียว 20-30% อย่างนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปดูแล้วเห็นสัดส่วนมันกระจายยาวเป็นหางว่าว อย่างนี้มีเจตนาชัดเจนว่าต้องการขายออก" เช่นคนแรกถือ 15% คนที่สองถือ 7% คนที่ 3 ลงมาถือคนละ 5% ไล่ลงมาเหลือ 4% 3% 2% อย่างนี้บอกได้เลยว่ากระจายให้นอมินีถือแล้วตั้งใจขายออกหลังเข้าตลาด หุ้นประเภทนี้จะไปได้ไม่ไกล หมอจึงแนะนำว่าวันที่จะทำกำไรดีที่สุด ก็คือ "ขายวันแรก" แต่ถ้าเจอหุ้นดี เรามองออกว่าราคาจะไปไกล ดีที่สุด ก็คือ เราต้อง "ซื้อวันแรก" หมอมีวิธีประเมินมูลค่าหุ้นอย่างไร? อย่างแรกต้องรู้พื้นฐานของหุ้นให้หมด เช่น P/E เท่าไร? Book Value เท่าไร? ยอดขายเท่าไร? กำไรเท่าไร? ผู้ถือหุ้นเป็นใคร? มีหุ้นจดทะเบียนกี่หุ้น สัดส่วนที่ถือมีใครบ้าง! อยู่ในมือผู้ถือหุ้นใหญ่กี่เปอร์เซ็นต์ "เวลาผมจะซื้อหุ้นผมต้องรู้ข้อมูลพวกนี้ให้หมด แต่เวลาซื้อหุ้นจริงๆ จะไม่สนใจว่าราคาหุ้นสูงกว่า P/E กี่เท่า สูงกว่า Book Value กี่เท่า ผมไม่ได้นำมาใช้ตัดสินใจ เป็นแค่ตัวสนับสนุนว่าหุ้นที่เราซื้อมีพื้นฐานรองรับแค่ไหน" ส่วนเรื่องราคา หมอคิดว่าจะมีกลไกตลาดรองรับเองว่าควรจะอยู่ตรงไหน! เขาจะไม่ค่อยให้ความสำคัญ แต่ยินดี "ซื้อแพง" ถ้ามั่นใจว่าสามารถ "ขายแพง" กว่าราคาที่ซื้อมา แต่สำหรับหุ้น IPO จากประสบการณ์ของหมอ ถ้าหุ้นตัวไหนที่มีความนิยมสูง ราคาหุ้นวันแรกจะ "เปิด" กระโดด "ผมจะดูอารมณ์ของตลาด ถ้าน่าสนใจผมจะเข้าไปซื้อตอนเปิดตลาดวันแรก อย่างหุ้นบาฟส์ผมได้หุ้นจอง 60 บาท ราคาเปิดกระโดดวันแรก ผมก็เข้าเก็บที่ 94 บาท มาซื้ออีกทีที่ 100 บาท 110 บาท และ 120 บาท จากนั้นก็หยุดซื้อ พอขึ้นมา 140 กว่าบาท ผมก็ขาย" เขาอธิบายอีกว่าเวลาได้หุ้นจองมาส่วนหนึ่ง ก็จะมา "เฉลี่ย" กับ "ต้นทุน" ที่ซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่คือหลักจำกัดความเสี่ยง "ฟังผมพูดเหมือนจะมีความเสี่ยง...แต่จริงๆ แล้วไม่มี เช่น ผมได้หุ้นจองมา 3 หมื่นหุ้น ในราคา 60 บาท พอเข้าตลาดวันแรกผมเริ่มซื้อที่ราคา 94 บาท สมมติซื้อเข้าไปอีก 3 หมื่นหุ้น ผมก็จะเฉลี่ยต้นทุนโดยเอา 60 บวก 94 หาร 2 ต้นทุนผมก็จะอยู่ที่ 77 บาท ก็ยังได้กำไรเยอะเมื่อเปรียบเทียบกับราคาในตลาด แสดงว่าผมไม่มีความเสี่ยงเลยใช่มั้ย!...เพราะทุกครั้งที่เรา "มีกำไร" เท่ากับว่าเรา "ไม่มีความเสี่ยง" ตราบใดที่เรา "ขาดทุน" ถึงจะเรียกว่ามี "ความเสี่ยง" เขาเล่าว่าตอนที่จองหุ้นบาฟส์ได้หุ้นมาไม่เยอะ จำได้ว่าครั้งแรกเข้าไปซื้อที่ราคา 94 บาท ซื้อไปประมาณ 5 แสนหุ้น แล้วมาซื้อที่ 100 บาท อีกประมาณ 2-3 แสนหุ้น โดยทุกสเต็ปท์ที่ซื้อจะลดจำนวนหุ้นลงเรื่อยๆ "วิธีการของผม ก็คือ เวลาที่ผมซื้อหุ้นขาขึ้น ผมจะลดสัดส่วนลงประมาณครึ่งหนึ่งทุกครั้ง" สมมติว่าเขาเริ่มซื้อหุ้นบาฟส์ที่ราคา 94 บาท จำนวน 5 แสนหุ้น ซื้อที่ 100 บาทที่ 2.5 แสนหุ้น ซื้อที่ 110 บาทที่ 1.25 แสนหุ้น และซื้อที่ 120 บาทที่ 6.25 หมื่นหุ้น (เวลาซื้อหุ้นขาขึ้นจะลดจำนวนหุ้นลงสเต็ปท์ละ 50%) เขาจะใช้เงินไปทั้งหมด 93.25 ล้านบาท เท่ากับว่าต้นทุนเฉลี่ยของเขาจะอยู่ที่หุ้นละ 99.46 ล้านบาท "ซื้ออย่างนี้เพื่อให้ "ต้นทุน" เฉลี่ย "ต่ำกว่า" ราคาตลาด "พอเราเห็นว่าราคามันขึ้นไปเยอะก็รอดูอย่างเดียว เพื่อหาจังหวะขาย" เขาบอกเคล็ดลับนี้ให้ฟัง ปรัชญาการจำกัดความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งของหมอ คือ เวลาหุ้นขึ้นมาแรงๆ ถ้าขึ้นมาถึง 50% ยังไง!ก็ขาย เพราะยังไง!หุ้นก็ต้องปรับตัวลง และถ้าหุ้นลงมาถึง 50% ยังไง!ก็ต้องซื้อ เพราะยังไง!ก็ต้องปรับตัวขึ้น "มันเหมือนกับเป็นสูตรในใจผมเลยว่าถ้าหุ้นขึ้น 50% ลง 50% ยังไง!ก็ต้องปรับตัว" เขาเชื่อเช่นนั้น แต่กรณีที่ซื้อแล้ว ราคามีแนวโน้มลดลง หมอจะไม่ยอมให้ "กำไร" กลับมาเป็น "ขาดทุน" อย่างเด็ดขาด เขาจะใช้วิธีลดความเสี่ยงโดยการทยอยขายหุ้นออกจากพอร์ต น.พ.ยรรยงได้อธิบายปรัชญาของเขาว่า "จะกำไรน้อย หรือกำไรมากไม่สำคัญเท่ากับ ทำยังไง!ก็ได้ไม่ให้กำไรต้องกลับมาเป็นขาดทุน เพราะมันเป็นวิธีเล่นหุ้นที่ผมถือว่าตัวเอง "โง่" มาก" หมอสรุปให้ฟังว่า กฎการจำกัดความเสี่ยงของเขาจริงๆ แล้วมีอยู่แค่ 4 ข้อ คือ หนึ่ง ขาดทุนต้อง "Cut Loss" (ยอมตัดขาดทุน) สอง ถ้ามีกำไรให้ถือต่อ สาม ถ้ามีกำไรห้ามกลับมาขาดทุน และสี่ ถ้าขาดทุนครั้งแรกต้องหยุดการลงทุน มิฉะนั้นจะทำผิดซ้ำสอง "นี่คือกฎเกณฑ์ที่ผมจะยึดถือเอาไว้ตลอด ผมถือคติว่าถ้าเราผิดครั้งแรกแสดงว่าเราเริ่ม:-) มองหุ้นไม่ออก แสดงว่าสิ่งที่เรามองว่าถูกที่จริงมันผิด อย่างนี้ผมจะลงจากเวทีชั่วคราว" หมอยังมีกฎอีกว่า จะไม่เล่นหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ จะซื้อเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องซื้อขายสูง และจะเล่นเฉพาะหุ้นที่อยู่ใน "กระแสนิยม" ขณะนั้น เขาเปรียบวิธีการเลือกหุ้นของตัวเองว่าเหมือนดูเทรนด์แฟชั่น "สมมติว่าคนกำลังบ้าหลุยส์วิตตอง ผมก็จะซื้อหลุยส์วิตตอง ถ้าผมประเมินว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะไป ดูข้อมูลทุกอย่างแล้วเข้าคอนเซ็ปท์ ผมจะเข้าไปซื้อเลยโดยไม่สนใจราคา แต่ถ้าคนเลิกเห่อ....ผมก็เลิกเล่น" ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจว่าหุ้นที่ซื้อราคาจะ "ถูก" หรือ "แพง" หากจะว่าไปแล้วสไตล์การเล่นหุ้นของน.พ.ยรรยงจัดว่า "เฉียบคม" อย่างยิ่ง เขากล่าวว่า "สไตล์ของผมคือเล่นหุ้นตาม "แฟชั่น" คือผมไม่ชอบนำแฟชั่น และไม่ชอบตามแฟชั่น แต่ผมจะ "เกาะกระแส" แฟชั่น เพราะผมเชื่อว่า นี่คือวิธีการจำกัดความเสี่ยงที่ดีที่สุด" อาจจะพูดได้ว่าน.พ.ยรรยงก็คือ "นักเก็งกำไร" ที่เฉลียวฉลาด เพราะไม่ใช่แค่ตามแห่ แต่มีหลักการของการเก็งกำไรพอตัวทีเดียว "วอลุ่ม" เป็นปัจจัยหนึ่งที่หมอใช้เป็นเงื่อนไขในการซื้อหรือขาย ช่วงไหนที่ตลาดไซด์เวย์วอลุ่มไม่ค่อยมี หมอจะหยุดดู และทำตัวเหมือนกับ "เหยี่ยว" ที่รอคอยจังหวะเข้าโฉบเหยื่อ เมื่อไรก็ตามที่เขาบอกตัวเองว่าช่วงนี้หุ้น "เล่นยาก" ลงทุนไปก็ไม่คุ้ม เขาจะหยุดเล่นเลย นี่เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้น.พ.ยรรยงแตกต่างจากนักเก็งกำไรทั่วไป นักเล่นหุ้นคนนี้ล่ำซำมาได้ไม่ใช่เพราะ "โชคดี" แต่เป็นเพราะเขาเลือกจับเฉพาะ "ปลาใหญ่" และกล้า "วางเดิมพันหมดหน้าตัก" ในช่วงที่ตลาดหุ้นบูม เพราะเขามองว่าเป็นช่วงจังหวะที่ดีที่สุดของการทำกำไร และ "จำกัดความเสี่ยง" จากประสบการณ์ที่ผ่านมา น.พ.ยรรยงเชื่อว่า ตลาดหุ้นมี "ฤดูกาล" ของมัน ในแต่ละปีจะมีช่วง "นาทีทอง" อย่างน้อย 1-2 เดือน และเขาจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดมือ เขาเผยว่า จะไม่เล่นหุ้นแบบ "ทอดแห" และไม่ซื้อหุ้นโดยไม่มีเป้าหมาย "ผมถือคติว่าจะไม่จับปลาเล็ก ผมชอบจับ "ปลาวาฬ" วิธีการคือ จะซื้อหุ้นน้อยตัว แต่จะซื้อทีละเยอะๆ โดยมองผลตอบแทนต่อครั้งประมาณ 20-30% หรืออย่างน้อยก็ต้อง 10% ขึ้นไป สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่เขาเห็นส่วนใหญ่จะซื้อขายหุ้นบ่อยเกินไป และหวังกำไรเพียงแค่ 3-4% ก็ขาย น.พ.ยรรยงบอกว่า "ภาษานักเล่นหุ้นเขาเรียกว่า "กินน้ำหวานบนปลายมีด" คือได้รับผลตอบแทนน้อย แต่ลิ้นคุณต้องเจ็บตลอด อย่างนี้ผมจะไม่เล่น เพราะผิดหลักการจำกัดความเสี่ยง" คนส่วนใหญ่มักจะมองน.พ.ยรรยงว่าเขาเป็น "นักเสี่ยงโชค" บางคนมองว่าเขาเป็น "นักพนัน" ด้วยซ้ำ ไม่ว่าใครจะให้คำ "จำกัดความ" ตัวเขาว่าอย่างไร? หมอก็ยังยืนยันว่าเขาเป็นคนที่ "ไม่ชอบเสี่ยง" "ผมจบทางด้านวิทยาศาสตร์ ผมจะเล่นด้วยเหตุผล อะไร?ที่คิดว่าเป็นความเสี่ยงผมจะไม่เล่น อะไร?ที่ผมมองว่าอนาคตไม่ดีผมจะไม่เล่น ไม่ใช่ว่าการที่ผมเป็นนักเก็งกำไร ผมต้องเล่นหุ้นสุ่มสี่สุ่มห้า เปล่า! เพราะถ้า "เสี่ยง" ผมไม่เข้า" นี่คงเป็นบทสรุปชัดเจนว่า ทำไม! เขาจึงแตกต่างจากนักเก็งกำไรอื่นๆ
เงินเป็นแค่ "วัตถุ" ใช้ซื้อความสุขไม่ได้
เงินเป็นแค่ "วัตถุ" ใช้ซื้อความสุขไม่ได้
ไม่น่าเชื่อว่าเบื้องหลังนักเลงหุ้นพันล้านอย่างน.พ.ยรรยงกลับเรียบง่าย เป็นนักเล่นหุ้นติดดิน จนอาจจะเรียกว่า "หลุดกรอบ" วิถีชีวิตของคนรวย ตรงข้ามกับวิธีคิดที่เฉียบคม และอยู่ในขั้นปราดเปรื่องคนหนึ่งของวงการ "ผมว่าความสุขมันไม่ได้อยู่ที่สิ่งของ ไม่ใช่ว่ามีบ้านใหญ่แล้วจะนอนหลับ มันไม่เกี่ยว ความสุขมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเงินคุณซื้อได้ ตอนนี้ผมอายุ 44 ปี อย่างมากผมก็อยู่ได้อีก 30 ปี ยังไงผมตายไป เงินผมก็ยังเหลือ" หมอบอก Biz&Money ไว้อย่างนั้น คำนิยาม "ความสุข" ของน.พ.ยรรยง จึงแตกต่างจากหลายคน หมอบอกว่า นักเล่นหุ้นทั่วไปที่เขารู้จักส่วนใหญ่จะอยู่ในกรอบทั่วๆ ไป "แต่สำหรับผมจะหลุดกรอบออกมา อย่างเช่น เมืองนอกผมจะไม่ไปเลย จำได้ว่าเคยไปไกลสุด คือ สิงคโปร์ ผมชอบเที่ยวเมืองไทยมากกว่า ผมชอบการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจ ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ....นี่แหละคือความสุขของผม " วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หมอชอบไปดูหนัง แต่วันธรรมดาหลังตลาดหุ้นปิดทุกเย็นหมอชอบไปวิ่งที่สวนลุม เขาให้เหตุผลว่าบรรยากาศก็ดี และไม่ต้องเสียตังค์...วันไหนที่หุ้นตก ก็จะวิ่งหลายรอบหน่อย! แต่หมอไม่ชอบไปตีกอล์ฟ และจะเข้าฟิตเนสเป็นบางครั้ง แต่จะไม่เลือกที่เป็นของฝรั่ง(ที่อยู่ในตึกที่หมอเล่นหุ้น) ซึ่งเขาบอกว่า "ค่อนข้างจะ Anti ฝรั่งในเรื่องนี้" โดยชีวิตส่วนตัวหมอบอกว่าตัวเองเป็นคนใช้เงินไม่เก่ง "10 ปีที่แล้วผมใช้เงินยังไง! วันนี้ก็ยังใช้เงินยังงั้น ปรัชญาของผมคิดว่าความสุขมันไม่ได้อยู่ที่เงิน การที่ผมทำเงินได้มาก เป็นเพราะผมชอบงานทางด้านนี้ ผมจะภูมิใจทุกครั้งที่ผมชนะมันมากกว่า" แต่การใช้ชีวิตกลับตรงกันข้าม ยกตัวอย่างนาฬิกาทุกวันนี้เขาใส่ไซโก้เรือนละ 9 พันบาท "ถ้าเป็นเพื่อนๆ เขาก็ใส่โรเล็กซ์ ตัวผมไม่เคยให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ผมมองว่าคุณค่าในตัวผมมีค่ามากกว่าพวกเสื้อผ้า รองเท้า หรือนาฬิกามาก ผมเดินไปไหน คนที่รู้จักเขาก็รู้ว่าผมรวยอยู่แล้ว ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องใส่ของแพงๆ เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าผมรวย" หมอยังกล่าวอีกว่าสไตล์การใช้ชีวิตจะเน้นแบบง่ายๆ ชอบซื้อเสื้อผ้าลดราคา และรถที่ใช้ทุกวันนี้ก็เป็นรถเก่า "ผมไม่เคยซื้อรถป้ายแดงใช้ เพราะผมมองว่าราคารถใหม่มันสูงเกินไปสำหรับเมืองไทย รถยุโรปราคาคันละ 1-2 ล้านบาท ผมรออีก 3 ปี ผมสามารถซื้อมันในราคา Discount 50% ผมซื้อรถผมไม่ได้ขับไปโชว์ใคร แต่ผมจะดูสมรรถนะของมันมากกว่า" ปัจจุบันนี้หมอใช้รถวอลโว่ 850 ซึ่งเขาบอกว่า "ใช้มาแล้ว 6 ปี" ทุกครั้งที่จะซื้ออะไร? หมอจะมองที่ประโยชน์ของมันมากกว่า "ซื้อนาฬิกาค่าของมันอยู่ที่ "เวลา" ซื้อรถยนต์ ค่าของมันอยู่ที่ "สมรรถนะ"ในการขับ นี่คือคอนเซ็ปท์การใช้ชีวิตของผม อย่างเงินผมได้มาหลายร้อยล้านบาท ผมมี 500 ล้าน หรือมี 1 พันล้านบาทวันนี้ สำหรับผมมันไม่ได้ต่างกัน มันก็แค่ตัวเลข ยังไง! ผมก็ใช้ไม่หมด ทุกวันนี้ส่วนตัวใช้เงินแค่ 1-2 หมื่นบาทต่อเดือนเท่านั้น" เงินที่หามาได้ ส่วนหนึ่งหมอจะแบ่งไปทำบุญ "ตอนนี้ผมเอาไปทำบุญกับมูลนิธิสัตว์ ซื้ออาหารเลี้ยงหมา แมวจรจัดเดือนละ 1 แสนบาท ผ่านมูลนิธิของพี่สาวผม อีกส่วนหนึ่งก็ตั้งเป็นกองทุนการศึกษาให้กับเด็ก "สถาบันราชภัฏ" เป็นกองทุนประมาณ 5 แสนบาท ถ้าหมดก็ให้มาขอ คือ ถ้าผมทำอะไรเพื่อสังคมได้ ผมก็ทำ มันก็เป็นความสุขอีกอันหนึ่ง" หมอกล่าวว่าทุกวันนี้ไม่เคยคิดว่า การเล่นหุ้นเป็นการหาเงิน "ผมไม่เคยมีเป้าหมายว่าจะต้องได้เงินเท่าไร? แต่ผมคิดว่าการเล่นหุ้นมันเป็นความสุข มันท้าทาย...วันนี้ถ้าผมลงทุนผิด ผมจะต้องไปนอนคิดว่าทำไม! มันถึงผิด" ความฝันของหมอคือ เป็นเจ้าของ "โบรกเกอร์" อยากใช้เวทีนี้ให้ความรู้กับนักเล่นหุ้น "ผมตั้งใจมานานแล้ว" ก่อนหน้านี้เคยยื่นประมูล บล.ธนสยาม กับ บล.วชิระ ซิเคียวริตี้ส์ แล้วไม่ได้ จึงเข้ามาเป็นพันธมิตรกับ บล.ยูไนเต็ด "ใจของผมคืออยากเผยแพร่วิธีการเล่นหุ้นว่าทำไม! ผมถึงเล่นหุ้นแล้วได้กำไร" "จริงๆ แล้วตอนนี้ผมมองเงินเป็นแค่วัตถุอย่างหนึ่ง ผมไม่ได้นอนนับเงินแล้วมีความสุข เดี๋ยวนี้มีหลายร้อยล้านผมก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ยังใส่รองเท้าแตะมาเล่นหุ้นทุกวัน เงินสำหรับผมมันก็เป็นแค่ตัวเลขทางบัญชีเท่านั้นเอง" เขากล่าว ทั้งหมดนี้คือ ตัวตนที่แท้จริงของ"น.พ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม" ผู้ร่ำรวยมาจากการเล่นหุ้น แต่เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดกอบโกยความสุขจากเงินที่หามาได้
ไม่น่าเชื่อว่าเบื้องหลังนักเลงหุ้นพันล้านอย่างน.พ.ยรรยงกลับเรียบง่าย เป็นนักเล่นหุ้นติดดิน จนอาจจะเรียกว่า "หลุดกรอบ" วิถีชีวิตของคนรวย ตรงข้ามกับวิธีคิดที่เฉียบคม และอยู่ในขั้นปราดเปรื่องคนหนึ่งของวงการ "ผมว่าความสุขมันไม่ได้อยู่ที่สิ่งของ ไม่ใช่ว่ามีบ้านใหญ่แล้วจะนอนหลับ มันไม่เกี่ยว ความสุขมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเงินคุณซื้อได้ ตอนนี้ผมอายุ 44 ปี อย่างมากผมก็อยู่ได้อีก 30 ปี ยังไงผมตายไป เงินผมก็ยังเหลือ" หมอบอก Biz&Money ไว้อย่างนั้น คำนิยาม "ความสุข" ของน.พ.ยรรยง จึงแตกต่างจากหลายคน หมอบอกว่า นักเล่นหุ้นทั่วไปที่เขารู้จักส่วนใหญ่จะอยู่ในกรอบทั่วๆ ไป "แต่สำหรับผมจะหลุดกรอบออกมา อย่างเช่น เมืองนอกผมจะไม่ไปเลย จำได้ว่าเคยไปไกลสุด คือ สิงคโปร์ ผมชอบเที่ยวเมืองไทยมากกว่า ผมชอบการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจ ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ....นี่แหละคือความสุขของผม " วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หมอชอบไปดูหนัง แต่วันธรรมดาหลังตลาดหุ้นปิดทุกเย็นหมอชอบไปวิ่งที่สวนลุม เขาให้เหตุผลว่าบรรยากาศก็ดี และไม่ต้องเสียตังค์...วันไหนที่หุ้นตก ก็จะวิ่งหลายรอบหน่อย! แต่หมอไม่ชอบไปตีกอล์ฟ และจะเข้าฟิตเนสเป็นบางครั้ง แต่จะไม่เลือกที่เป็นของฝรั่ง(ที่อยู่ในตึกที่หมอเล่นหุ้น) ซึ่งเขาบอกว่า "ค่อนข้างจะ Anti ฝรั่งในเรื่องนี้" โดยชีวิตส่วนตัวหมอบอกว่าตัวเองเป็นคนใช้เงินไม่เก่ง "10 ปีที่แล้วผมใช้เงินยังไง! วันนี้ก็ยังใช้เงินยังงั้น ปรัชญาของผมคิดว่าความสุขมันไม่ได้อยู่ที่เงิน การที่ผมทำเงินได้มาก เป็นเพราะผมชอบงานทางด้านนี้ ผมจะภูมิใจทุกครั้งที่ผมชนะมันมากกว่า" แต่การใช้ชีวิตกลับตรงกันข้าม ยกตัวอย่างนาฬิกาทุกวันนี้เขาใส่ไซโก้เรือนละ 9 พันบาท "ถ้าเป็นเพื่อนๆ เขาก็ใส่โรเล็กซ์ ตัวผมไม่เคยให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ผมมองว่าคุณค่าในตัวผมมีค่ามากกว่าพวกเสื้อผ้า รองเท้า หรือนาฬิกามาก ผมเดินไปไหน คนที่รู้จักเขาก็รู้ว่าผมรวยอยู่แล้ว ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องใส่ของแพงๆ เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าผมรวย" หมอยังกล่าวอีกว่าสไตล์การใช้ชีวิตจะเน้นแบบง่ายๆ ชอบซื้อเสื้อผ้าลดราคา และรถที่ใช้ทุกวันนี้ก็เป็นรถเก่า "ผมไม่เคยซื้อรถป้ายแดงใช้ เพราะผมมองว่าราคารถใหม่มันสูงเกินไปสำหรับเมืองไทย รถยุโรปราคาคันละ 1-2 ล้านบาท ผมรออีก 3 ปี ผมสามารถซื้อมันในราคา Discount 50% ผมซื้อรถผมไม่ได้ขับไปโชว์ใคร แต่ผมจะดูสมรรถนะของมันมากกว่า" ปัจจุบันนี้หมอใช้รถวอลโว่ 850 ซึ่งเขาบอกว่า "ใช้มาแล้ว 6 ปี" ทุกครั้งที่จะซื้ออะไร? หมอจะมองที่ประโยชน์ของมันมากกว่า "ซื้อนาฬิกาค่าของมันอยู่ที่ "เวลา" ซื้อรถยนต์ ค่าของมันอยู่ที่ "สมรรถนะ"ในการขับ นี่คือคอนเซ็ปท์การใช้ชีวิตของผม อย่างเงินผมได้มาหลายร้อยล้านบาท ผมมี 500 ล้าน หรือมี 1 พันล้านบาทวันนี้ สำหรับผมมันไม่ได้ต่างกัน มันก็แค่ตัวเลข ยังไง! ผมก็ใช้ไม่หมด ทุกวันนี้ส่วนตัวใช้เงินแค่ 1-2 หมื่นบาทต่อเดือนเท่านั้น" เงินที่หามาได้ ส่วนหนึ่งหมอจะแบ่งไปทำบุญ "ตอนนี้ผมเอาไปทำบุญกับมูลนิธิสัตว์ ซื้ออาหารเลี้ยงหมา แมวจรจัดเดือนละ 1 แสนบาท ผ่านมูลนิธิของพี่สาวผม อีกส่วนหนึ่งก็ตั้งเป็นกองทุนการศึกษาให้กับเด็ก "สถาบันราชภัฏ" เป็นกองทุนประมาณ 5 แสนบาท ถ้าหมดก็ให้มาขอ คือ ถ้าผมทำอะไรเพื่อสังคมได้ ผมก็ทำ มันก็เป็นความสุขอีกอันหนึ่ง" หมอกล่าวว่าทุกวันนี้ไม่เคยคิดว่า การเล่นหุ้นเป็นการหาเงิน "ผมไม่เคยมีเป้าหมายว่าจะต้องได้เงินเท่าไร? แต่ผมคิดว่าการเล่นหุ้นมันเป็นความสุข มันท้าทาย...วันนี้ถ้าผมลงทุนผิด ผมจะต้องไปนอนคิดว่าทำไม! มันถึงผิด" ความฝันของหมอคือ เป็นเจ้าของ "โบรกเกอร์" อยากใช้เวทีนี้ให้ความรู้กับนักเล่นหุ้น "ผมตั้งใจมานานแล้ว" ก่อนหน้านี้เคยยื่นประมูล บล.ธนสยาม กับ บล.วชิระ ซิเคียวริตี้ส์ แล้วไม่ได้ จึงเข้ามาเป็นพันธมิตรกับ บล.ยูไนเต็ด "ใจของผมคืออยากเผยแพร่วิธีการเล่นหุ้นว่าทำไม! ผมถึงเล่นหุ้นแล้วได้กำไร" "จริงๆ แล้วตอนนี้ผมมองเงินเป็นแค่วัตถุอย่างหนึ่ง ผมไม่ได้นอนนับเงินแล้วมีความสุข เดี๋ยวนี้มีหลายร้อยล้านผมก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ยังใส่รองเท้าแตะมาเล่นหุ้นทุกวัน เงินสำหรับผมมันก็เป็นแค่ตัวเลขทางบัญชีเท่านั้นเอง" เขากล่าว ทั้งหมดนี้คือ ตัวตนที่แท้จริงของ"น.พ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม" ผู้ร่ำรวยมาจากการเล่นหุ้น แต่เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดกอบโกยความสุขจากเงินที่หามาได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

